แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังเก่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังเก่า แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

รายชื่อหนังเข้าชิงออสการ์ ครั้งที่ 84 ปี 2012

The full list of nominees is below:
BEST PICTURE
The Artist
The Descendants
Extremely Loud & Incredibly Close
The Help
Hugo
Midnight in Paris
Moneyball
The Tree of Life
War Horse
BEST DIRECTOR
The Artist - Michel Hazanavicius
The Descendants - Alexander Payne
Hugo - Martin Scorsese
Midnight in Paris - Woody Allen
The Tree of Life - Terrence Malick
BEST ACTOR
Demián Bichir - A Better Life
George Clooney - The Descendants
Jean Dujardin - The Artist
Gary Oldman - Tinker Tailor Soldier Spy
Brad Pitt - Moneyball
BEST SUPPORTING ACTOR
Kenneth Branagh - My Week With Marilyn
Jonah Hill - Moneyball
Nick Nolte - Warrior
Christopher Plummer - Beginners
Max von Sydow - Extremely Loud & Incredibly Close
BEST ACTRESS
Glenn Close - Albert Nobbs
Viola Davis - The Help
Rooney Mara - The Girl with the Dragon Tattoo
Meryl Streep - The Iron Lady
Michelle Williams - My Week With Marilyn
BEST SUPPORTING ACTRESS
Bérénice Bejo - The Artist
Jessica Chastain - The Help
Melissa McCarthy - Bridesmaids
Janet McTeer - Albert Nobbs
Octavia Spencer - The Help
BEST ANIMATED FILM
A Cat in Paris
Chico & Rita
Kung Fu Panda 2
Puss in Boots
Rango
BEST ADAPTED SCREENPLAY
The Descendants - Alexander Payne and Nat Faxon &
Jim Rash

Hugo - John Logan
The Ides of March - George Clooney & Grant Heslov and Beau Willimon
Moneyball - Screenplay by Steven Zaillian and Aaron Sorkin
Story by Stan Chervin

Tinker Tailor Soldier Spy - Bridget O’Connor & Peter Straughan
BEST ORIGINAL SCREENPLAY
The Artist - Michel Hazanavicius
Bridesmaids - Annie Mumolo & Kristen Wiig
Margin Call - J.C. Chandor
Midnight in Paris - Woody Allen
A Separation - Asghar Farhadi
ART DIRECTION
The Artist - Production Design: Laurence Bennett, Set Decoration: Robert Gould
Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2 – Production Design: Stuart Craig, Set Decoration: Stephenie McMillan
Hugo - Production Design: Dante Ferretti, Set Decoration: Francesca Lo Schiavo
Midnight in Paris - Production Design: Anne Seibel, Set Decoration: Hélène Dubreuil
War Horse - Production Design: Rick Carter, Set Decoration: Lee Sandales
CINEMATOGRAPHY
The Artist - Guillaume Schiffman
The Girl with the Dragon Tattoo - Jeff Cronenweth
Hugo - Robert Richardson
The Tree of Life - Emmanuel Lubezki
War Horse - Janusz Kaminski
COSTUME DESIGN
Anonymous - Lisy Christl
The Artist - Mark Bridges
Hugo - Sandy Powell
Jane Eyre - Michael O’Connor
W.E. - Arianne Phillips
BEST DOCUMENTARY FEATURE
Hell and Back Again
If a Tree Falls: A Story of the Earth
Liberation Front
Paradise Lost 3: Purgatory
Pina
Undefeated
BEST DOCUMENTARY SHORT
The Barber of Birmingham: Foot Soldier of the Civil Rights Movement
God Is the Bigger Elvis
Incident in New Baghdad
Saving Face
The Tsunami and the Cherry Blossom
BEST FILM EDITING
The Artist - Anne-Sophie Bion and Michel Hazanavicius
The Descendants - Kevin Tent
The Girl with the Dragon Tattoo - Kirk Baxter and Angus Wall
Hugo - Thelma Schoonmaker
Moneyball - Christopher Tellefsen
BEST FOREIGN LANGUAGE FILM
Bullhead - Belgium
Footnote - Israel
In Darkness - Poland
Monsieur Lazhar - Canada
A Separation - Iran
BEST MAKEUP
Albert Nobbs - Martial Corneville, Lynn Johnston and
Matthew W. Mungle

Harry Potter and the Deathly Hallows
Part 2 - Nick Dudman, Amanda Knight and Lisa Tomblin
The Iron Lady - Mark Coulier and J. Roy Helland
BEST ORIGINAL SCORE
The Adventures of Tintin - John Williams
The Artist - Ludovic Bource
Hugo - Howard Shore
Tinker Tailor Soldier Spy - Alberto Iglesias
War Horse - John Williams
BEST ORIGINAL SONG
Man or Muppet - The Muppets, Music and Lyric by Bret McKenzie
Real in Rio – Rio, Music by Sergio Mendes and Carlinhos Brown
Lyric by Siedah Garrett
BEST ANIMATED SHORT
Dimanche/Sunday - Patrick Doyon
The Fantastic Flying Books of Mr. Morris Lessmore - William Joyce and Brandon Oldenburg
La Luna - Enrico Casarosa
A Morning Stroll - Grant Orchard and Sue Goffe
Wild Life - Amanda Forbis and Wendy Tilby
BEST LIVE FILM
Pentecost - Peter McDonald and Eimear O’Kane
Raju - Max Zähle and Stefan Gieren
The Shore - Terry George and Oorlagh George
Time Freak - Andrew Bowler and Gigi Causey
Tuba Atlantic - Hallvar Witzø
BEST SOUND EDITING
Drive - Lon Bender and Victor Ray Ennis
The Girl with the Dragon Tattoo - Ren Klyce
Hugo - Philip Stockton and Eugene Gearty
Transformers: Dark of the Moon - Ethan Van der Ryn and Erik Aadahl
War Horse - Richard Hymns and Gary Rydstrom
BEST SOUND MIXING
The Girl with the Dragon Tattoo - David Parker, Michael Semanick, Ren Klyce and Bo Persson
Hugo - Tom Fleischman and John Midgley
Moneyball - Deb Adair, Ron Bochar, Dave Giammarco and
Ed Novick

Transformers: Dark of the Moon - Greg P. Russell, Gary Summers, Jeffrey J. Haboush and Peter J. Devlin
War Horse - Gary Rydstrom, Andy Nelson, Tom Johnson and
Stuart Wilson
BEST VISUAL EFFECTS
Harry Potter and the Deathly Hallows
Part 2 - Tim Burke, David Vickery, Greg Butler and
John Richardson

Hugo - Rob Legato, Joss Williams, Ben Grossman and
Alex Henning

Real Steel - Erik Nash, John Rosengrant, Dan Taylor and Swen Gillberg
Rise of the Planet of the Apes - Joe Letteri, Dan Lemmon, R. Christopher White and Daniel Barrett
Transformers: Dark of the Moon - Scott Farrar, Scott Benza, Matthew Butler and John Frazier
NOMINEES TALLY
Hugo11
The Artist10
Moneyball6
War Horse6
The Descendants5
The Girl With The Dragon Tattoo5
Midnight In Paris4
Albert Nobbs3
Harry Potter and the Deathly Hallows: Part 23
Tinker Tailor Soldier Spy3
Transformers: Dark Of The Moon3
The Tree Of Life3
The Iron Lady2
My Week With Marilyn2
A Seperation2

วันอังคารที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555

Pan's Labyrinth (2006) นิทานบนโลกความจริง



Drama | Fantasy | War

Pan's Labyrinth หนังเรตติ้งดี และได้ยินชื่อมานาน จนได้ประจักษ์กับตัวเองวันนี้
ว่ามันเป็นหนังที่ดูยากนะ = =" จากความคิดมันต้องเป็นโลกแฟนตาซีสดใส เด็กน้อยผจญภัย แต่ไม่ใช่เลย
ข้อเตือน : ใครกำลังจะหยิบหนังมาดูกับแฟน และลูกตัวน้อย ไม่ควรอย่างยิ่ง อเมริกาจัดเรตให้เรื่องนี้คือ R เพราะฉากปีศาจน่าเกลียดน่ากลัว ปากฉีก หน้ายุบ ยิงระเบิด 

Pan's Labyrinth เล่าเรื่องของเด็กน้อย โอฟีเลีย หนังจากที่พ่อของตนเสียไป แม่มาแต่งงานกับสามีใหม่ ซึ่งเป็น นายกอง ที่ดุดัน แถมยังเป็นฝั่งที่สังหารพ่อแท้ๆของตนอีก โอฟีเลียจึงต้องย้ายมาอยู่ท่ามกลางสงครามของ ทหาร กับฝ่ายต่อต้าน ซึ่ง ณ ดินแดนนี้เอง โอฟีเลีย ได้พบกับนางฟ้าที่จะพาเธอกลับสู่ดินแดนใต้ดิน ที่เธอจากมา

โปสเตอร์หนัง บรรยากาศแอบน่ากลัว แต่ใครจะสังเกตุเห็นถ้าไม่ได้ดูหนังซะก่อน

โลกใต้พิภพในจินตานาการของเด็กน้อย

ขอยืมบทความของคุณ ผมอยากที่จะเชื่อมาเล่าต่อ เขาเขียนได้ดีมากจริงๆ


โลกแห่งจินตนาการนั้นเธอคือเจ้าหญิงที่พลัดพลากจากถิ่นที่อยู่ และหลงลืมเรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรของเธอไปแล้ว และตอนนี้เธอได้กลับมายังดินแดนของเธออีกครั้ง ได้มาสู่ประตูมิติแห่งสุดท้ายที่สามารถพาเธอกลับไปยังโลกของเธอ เธอได้พบกับเทพารักษ์ แต่เทพารักษ์ (ฟอน) นั้นได้กำหนดไว้ว่า การที่เธอจะกลับเข้าสู่พระราชวังได้เธอนั้นต้องผ่านการทดสอบสามอย่าง
ฟอน เทพารักษ์ในมุมมองของ โอลีเวีย 
ตรงนี้หากมาพิจารณาแล้วจะพบว่าโลกแห่งจินตนาการของโอฟีเรียนั้นช่างหม่นหมอง มืดมัว แม้แต่ฟอนเองก็รูปร่างประหลาดอัปลักษณ์นั่นคงเป็นเพราะ ถึงจะเป็นโลกแห่งจินตนาการของเธอ แต่จินตนาการ (fantasy) นั้นก็มาจากจิตใต้สำนึก (unconscious) ของเธอ ทำให้มันสะท้อนภาพของสิ่งแวดล้อมภาพนอกของเธอ ที่เป็นสงคราม มีแต่ความรุนแรง ก้าวร้าว หม่นหมอง..... 
หากมาพิจารณาแล้ว การที่เด็กสาวคนหนึ่ง”โอฟิเลีย” ที่ชอบอ่านนิยายอย่างมาก ต้องสูญเสียพ่อไป แถมพ่อใหม่ที่เข้ามายังดุ ก้าวร้าว ไม่อ่อนโยน ที่สำคัญดันเป็นฝ่ายตรงข้างที่สังหารพ่อตัวเอง นอกจากนั้นยังต้องย้ายที่อยู่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ยังมีการรบพุ่งกันอยู่อีกต่างหาก และมีแต่ทหารอายุมาก ๆ ไม่มีเด็ก ๆ คนอื่นอยู่เลย ซึ่งสภาพที่อยู่เหล่านี้ ไม่เหมาะสำหรับเด็กโดยสิ้นเชิง ในสภาพที่กดดัน เพื่อนเล่นก็ไม่มี สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายต่อจิตใจ สิ่งเดียวที่น่าจะทำให้เธอเพลิดเพลินใจได้นั้นคือการอยู่ในโลกของจินตนาการ (fantasy defense mechanism)

การทดสอบแรก .... ทดสอบความกล้า
การทดสอบแรกของเธอนั้น เธอต้องเอาหินสามก้อน ใส่เข้าในปากคางคกยักษ์ที่อาศัยอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ และเอากุญแจทองคำออกมาจากท้องของมัน 
การที่เธอต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายเธอนี้ สิ่งแรกที่จะทำให้เธออยู่รอดได้นั้นคือความกล้า กล้าที่จะต่อสู้กับความยากลำบาก ต่อสู้กับสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ต่อสู้กับกัปปิติน (พ่อใหม่) ที่ดุร้ายกับ และอีกสิ่งที่หนึ่งที่เธอต้องต่อสู้ในความคิดของเธอนั่นคือ การที่ไม่มีใครเชื่อในเรื่องที่เธอเล่าเลย แม้แต่แม่ของเธอและเมอซิเดสส์ที่คอยบอกว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนไม่มีจริง เป็นแค่ความเชื่อ และจินตนาการอันไร้สาระของเธอ

การทดสอบที่สอง ..... ทดสอบความยับยั้งชั่งใจ
การทดสอบที่สอง เธอต้องเดินเข้าไปในห้อง ๆ หนึ่งที่มีปีศาจน่ากลัวอยู่ เธอต้องเดินเข้าไปข้างในไขกุญแจตู้ ๆ หนึ่งเพื่อเอากริชทองออกมา โดยที่ระหว่างทางที่เดินไป บนโต๊ะอาหาร จะมีของกินมากมาย เธอต้องไม่แตะต้องมัน .....
หากมาวิเคราะห์แล้ว เราจะพบว่าวันก่อนตอนกลางคืน หลังจากที่เธอไปทำภารกิจแรก จนชุดตัวสวยที่แม่เธอให้ใส่ เปื้อนโคลนอย่างยับเยิน จนเธอถูกแม่ทำโทษให้อดอาหารเย็น เมื่อมองด้านทฤษฏีของ Freud แล้ว Freud บอกว่าจิตใจมนุษย์มีสามส่วนคือ id, ego ,superego กล่าวง่าย ๆ id นั้นคือแรงขับด้านความต้องการและความรุนแรง ego นั้นเป็นตัวควบคุมจัดการกับ id ไม่ให้แสดงออกมามาก superego คือส่วนที่เป็นคุณธรรมและศีละรรม
กลับมาที่โอฟีเรีย การที่เธอถูกอดอาหาร ทำให้จิตใต้สำนึกเธอย่อมปรารถนาอยากที่จะกิน เป็นความอยาก .... ทำให้ในจินตนาการนั้น เธอสร้างของกินขึ้นมามากมาย ซึ่งภารกิจนั้นเธอจะถูกสั่งให้ห้ามกินของทุกอย่าง (เหมือนที่แม่เธอสั่ง) และเมื่อเธอหักห้ามใจไม่ได้เธอก็ถูกปีศาจไล่ล่าทำร้าย ซึ่งปีศาจนั้นก์คือตัวแทนของจิตใจส่วนที่ดีงาม (superego) ของเธอที่บอกว่าควรที่จะทำตามที่ผู้ใหญ่บอก ถ้าหากฝ่าฝืนแล้วก็จะถูกลงโทษ


การทดสอบที่สาม ..... ทดสอบศีลธรรมความดีงาม และการเสียสละ
ภารกิจที่สามของเธอคือการเอาน้องชายของเธอ ไปมอบให้ฟอนเพื่อให้ฟอนทำพิธีสังเวย เพื่อที่โอฟิเลียจะได้กลับไปสู่โลกของเธอได้
หากมาพิจารณาดูแล้ว เราจะพบว่าก่อนหน้านี้ โอฟีเรียนั้น ได้ยิน กัปปิตัน (พ่อใหม่ของเธอ) พูดกับหมอว่า ยังไงซะหากการตั้งครรค์มีปัญหา ถ้าให้ต้องเลือก ให้เลือกให้ลูกรอดก่อนแม่ ..... และในตอนหนึ่งที่แม่เธอตกเลือด ต้องนอนพักอยู่นั้น เธอได้ไปพูดกับน้องว่า “น้องรัก น้องทำให้แม่ป่วยหนักมาก เมื่อน้องจะออกมา พี่ขออย่างเดียวเท่านั้น จงอย่าทำร้ายแม่ของเรานะ” “ถ้าน้องทำตามพี่ พี่สัญญาว่าจะพาไปอาณาจักรของพี่ พี่จะให้น้องเป็นเจ้าชาย” แต่การที่เมื่อแม่ของเธอคลอดแล้วแล้วเสียชีวิตนั้น ย่อมทำให้เธอเสียใจมาก ..... ความเสียใจ และความโกรธนี้ทำให้ภายในจิตใต้สำนึกนั้น id ที่มีความก้าวร้าวรุนแรงนั้น โกรธแค้นจนอยากให้น้องตาย (เรียกว่าเป็น death wish) ทำให้ในจินตนาการของเธอออกมาเป็นการนำน้องชายไปทำพิธีสังเวย (คือทำให้ตาย) โดยฟอนในภารกิจสุดท้ายนั้นเป็นสัญลักษณ์ (symbolic) ของความปรารถนาอันชั่วร้ายของเธอ
แต่สิ่งที่ต่อต้านความปรารถนาลึก ๆ ของเธออยู่นั่นก็คือ จิตใจส่วนที่เป็นศีลธรรมและความดีงาม (superego) ภารกิจสุดท้ายนี้จึงเป็นการต่อสู้กันเองภายในจิตใจของเธอ ระหว่างความปรารถนาอันรุนแรงความชั่วร้าย (ซึ่งแทนด้วยตัวฟอน) กับศีลธรรมอันดีงามของเธอ (แทนด้วยตัวของเธอเอง) ..... ซึ่งท้ายที่สุด เธอก็เป็นผู้ชนะ เธอเลือกที่จะทำตามศีลธรรมอันดีงามของเธอเอง ยอมที่จะเสียโอกาสในการเข้าปราสาทที่เธอต้องการ เธอยอมที่จะเสียสละ ......... เธอเลือกที่จะส่งน้องชายคืนให้กัปปิตัน ก่อนที่เธอจะถูกยิงล้มลง .... การเลือกที่จะทำความดีนั้นย่อมทำให้จิตใจรู้สึกดี และมีความสุข ....... นั่นส่งผลให้จินตนาการก่อนเสียชีวิตของเธอเต็มไปด้วยความสุขสงบ .... เธอได้กลับไปยังปราสาทของเธอ ได้อยู่กับพ่อ แม่ ประชาชนตบมือให้การยอมรับในตัวเธอ ท่ามกลางอาณาจักรแห่งความสุข แม้ว่าในชีวิตจริงเธอจะเสียชีวิตก็ตามที 
แมลงตัวน้อยที่กลายเป็นนางฟ้า

โลกความเป็นจริงที่โหดร้าย 
คนที่ดีๆกับเธอที่สุด เมอร์ซิเดส สายลับของฝ่ายต่อต้าน
Pan's Labyrinth IMDB : 8.4/10
                        Rotten Tomatoes : 95%
                        Makopoto : 8/10 การผสานโลกจินตานาการ กับโลกความจริงทำได้ดี อารมณ์ร่วมของคนดูก็ทำได้ดู เราทั้งลุ้นทั้งกลัวไปกับเรื่องราวของทั้งสองโลก แต่เนื้อหา สารที่ต้องการส่ง อาจจะเข้าถึงยากไปหน่อย ทำให้หนังเรื่องนี้ ถ้าคนดูไม่เก็ท ไม่คิดลึก(มากๆ) มันคงจะเป็นหนังภาพสวย เนื้อเรื่องโหด ธรรมดาไป

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

American Psycho (2000) : สุดท้ายเรื่องราวนั้นเกิดขึ้นจริงหรือคิดไปเอง



American Psycho (2000)

Director: 

Mary Harron
Crime | Drama 

IMDB : 7.5/10
Rotten Tomatoes : 67%

คริสเตียน เบลล์ รับบทเป็น แพทริค เบทแมน ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม หน้าที่การงาน ฐานะการเงิน หน้าตาในช่วงกลางวันเขาเป็นผู้บริหารบริษัท พี แอนด์ พี บริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น กลางคืนเขาเป็นมนุษย์ผู้กระหายเลือด 

หนังเรื่องนี้คือการตามติดชีวิตของ เบทแมน ไปเจอสังคมที่มีการแก่งแย่งชิงดี ขี้อิจฉา ต้องการความสมบูรณ์แบบ และความจิตหลอนของพระเอก หนังเรื่องสร้างมาเมื่อปี 2000 แต่การจิกกัดสังคมผ่านหนังเรื่องนี้ก็ยังคงสืบมาต่อเรื่อยๆ 

แพทริค เบทแมน ในบทบาทผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
ฉากร่วมเพศกับโสเภณี 2 คนที่เบทแมนค่อยส่องกระจกดูความสมบูรณ์แบบ
ของตัวเองตลอดเวลาขณะปฏิบัติภารกิจ

แพทริค เบทแมน ในวัย 27 ปีเขาก็เพียบพร้อมในทุกอย่างแล้ว หน้าตา ฐานะ การเงิน สิ่งเหล่านี้มันทำให้เขากลายเป็นบุคคล Profectionist ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในทุกอย่าง ทำให้เขารังเกียจสังคม ดูถูกคน และ รู้สึกอิจฉา ถ้าใครคนอื่นมีสิ่งที่ดีกว่าตน 
- Profectionist เบทแมนที่ต้องดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา ด้วยเครื่องสำอางค์หลาย 10 ชนิดในฉากเปิดตัว การอาบน้ำ 3 รอบ พอกหน้า 3 ชั้น การไม่ให้มีสิ่งของวางออกนอกระเบียบ ห้องของเบทแมนที่มีระเบียบเรียบร้อย เปิดโล่งไม่มีสิ่งของวางให้เกะกะสายตา และ ห้ามใครมาวางของไม่ถูกที่(อย่างในฉากที่จีนรับประทานไอศครีม) 
- ความอิจฉาตาร้อน กับนามบัตรของคนอื่นที่ดูดีกว่า ห้องของคนอื่นที่ทำเลดีกว่า ร้านอาหารมีรสนิมยมมากกว่า จนทำให้ตัวเบทแมนรังเกียจการถูกแตะตัว เพราะเขาจะต้องยืนอยู่บนกว่าคนอื่น


กลุ่มเพื่อนที่บริษัท ที่ต้องคอยแก่งแย่งชิงดีกัน โดยในฉากด้านบนสะท้อนออกมาในรูปแบบรสนิยมผ่านนามบัตรของแต่ละคน ที่จะมีสีตัวอักษร ความหนาตัวอักษร กระดาษ แตกต่างกัน ซึ่งถ้าเรามองในสายตาคนดู นามบัตรเหล่านั้นทุกใบก็ยังคงสวยงาม ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ในสถานะการณ์จริง เราก็เหมือนกับสถานะการณ์แลกดูนามบัตร เราแข่งขันกันตลอดเวลาอาจจะเป็น มือถือ เสื้อผ้า รถยนต์ และอื่นๆอีกมากมาย

ฉากวางแผนสังหาร
จิตตก กับฉากแก้ผ้าแบกเลื่อยไล่ฆ่าโสเภณี
เสื้อกันฝน เพลงเพราะ สนทนา กับฉากขวานจาม พอล แอลเลน
ชีวิตกลางคืนของ เบทแมน เหมือนเป็นการระเบิดความเก็บกดในช่วงกลางวัน โดยปลดปล่อยออกมาด้วยความรุนแรงในการฆาตกรรม เริ่มจาก คนจรจัด สัตว์ เพื่อน โสเภณี จนกระทั่ง คนเดินผ่านไปมา
โดยในการฆ่าของเบทแมน เสียงเพลง การพูดคุย SEX เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนเป็นเครื่องเพิ่มความสุนทรีย์ ความบันเทิงให้กับตนก่อนลงมือ 


ในฉากจบของหนังเป็นฉากจบที่หักมุมสุดๆ กับการที่คนดูยังคงต้องถกเถียงกันว่า เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเช่นไรกันแน่ เบทแมนลงมือทำจริง หรือ เพียงคิดไปเอง 
โดยความคิดส่วนตัวของเจ้าของกระทู้นี้ เอนเอียงไปทางคิดไปเอง ด้วยปัจจัยดังนี้
1. ฉากผ้าปูพรมที่เบทแมน ไปคุยกับแฟน ภาพเขียนที่ตรงกับเหตุการณ์จริง ถ้าเป็นจริงมันคือหลักฐานที่น่าจะช่วยให้ถูกสืบตามตัวได้เร็วขึ้น (เหมือนเป็นฉากบอกใบ่้)
2. นักสืบในตอนจบหายไปเฉยๆ ทั้งที่ตามสืบจนใกล้แล้ว (สนับสนุนว่าคำพูดของทนายเป็นจริง)
3. หนังสือที่ จีน พบในโต๊ะของเบทแมน ที่เป็นภาพวาดความรุนแรงต่างๆ (น่าจะแสดงถึงความรุนแรงความนึกคิดของเบทแมน เรื่องเล่าเรื่องความคิดในตอนเบทแมนวาดภาพ)
4. เหตุการณ์ทั้งหมดถ้าเกิดขึ้นจริง เมืองนั้นคงน่ากลัวมาก ที่ตำรวจไม่รู้ เพื่อนบ้านไม่รู้ถึงการกระทำที่โจ่งแจ้งของ เบทแมน ไม่ว่าจะการลากศพไปทิ้ง(ทิ้งคราบเลือดเป็นทาง) แขวนศพไว้เต็มห้อง ถือเลื่อยไฟฟ้าไล่ฆ่าคนในตึก แถมเที่ยวบอกใครต่อใครว่าตนคือฆาตกรต่อเนื่อง

 Makopoto 8/10 เนื้อหาของเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก ฉากโหดร้ายที่พบเจอได้ตลอดช่วงกลางของหนัง ใครจิตอ่อน ไม่ชอบหนังแนวเครียด โหด หลีกเลี่ยงไว้จะดี แต่ใครที่ชอบต้องหามาดูให้ได้ครับ 



วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Mission Impossible 1 [1996]



Mission Impossible 1
สำหรับภารกิจแรก MI คือ การโจรกรรมรายชื่อข้อมูลสายลับ CIA อีธาน ฮันต์ พระเอกสายลับของเรื่องและเพื่อนร่วมทีมนำโดย จิม(Jon Voight) ทำงานเป็นสายลับให้กับ CIA ในการทำภารกิจต่างๆ ภารกิจครั้งนี้ที่เขาได้รับคือการหาหลักฐานและรวบตัวของ ผู้ซื้อและขายข้อมูลรายชื่อสายลับ แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนร่วมทีมของเขาเสียชีวิตทั้งหมด จากการที่ CIA มีหนอนบ่อนไส้ อีธาน ฮันต์จึงออกสืบเพื่อทวงแค้นและหาความจริง...

ฉากระเบิดหมากฝรั่ง และท่าวิ่งสุดหล่อในตำนาน

เรื่องราวของ MI-1 สำหรับผมมันเหมือนต้นแบบของสายลับในวัยเด็ก อาวุธล้ำสมัย หน้ากากเปลี่ยนหน้า คอมพิวเตอร์ แฮคเกอร์ ปืน มันถูกทำให้ติดตาฝังใจไปว่าสายลับต้องออกมาในรูปแบบนี้ (โดยเฉพาะหน้ากากปลอมตัว) 

สำหรับเนื้อเรื่องมันเหมือนเป็นการกลับมาดูหนังเก่าที่จำได้บ้างไม่ได้บ้างดูแล้วหวนนึกถึงช่วงเด็กๆทำให้ไม่ตื่นเต้นกับจุดหักมุม แผนซ้อนแผน ของเรื่องมากมาย แต่ก็ยังสนุกกับเรื่องราวของหนังได้อยู่



ฉากในตำนานแห่งศตวรรษที่ 20

อีธาน : แทบจะเป็นสุดยอดพระเอกที่ได้ทั้งบุ๋นและบู๊ ภาคนี้ไม่มีด้านมืด ข้อเสียของอีธานให้เห็นเลย เป็นการโชว์เทพล้วนๆ 

สำหรับฉากห้องรักษาความปลอดภัย CIA ดีกี่ครั้งก็ยังสนุก ลุ้น และ เท่โครตๆ ทุกที ขอชมคนคิดระบบป้องกันในห้อง ที่ทำให้เกิดฉากโจรกรรมเท่ๆอย่างนี้ และขอชมอีกครั้งกับฉากก่อนหนีที่ปล่อยมีดตกลงบนโต๊ะ ฉากนี้หล่อมากกกกก 
อีธาน ภาค 1
อีธาน ภาค 4

Mission Impossible 1 เข้าฉายในปี 1996 Tom Cruise ในเรื่องอายุตอนนั้น 34 ปี (1996-1962) กับภาคล่าสุด Mission Impossible : Ghost Protocol อายุ 49 ปี เวลาต่างกัน 15 ปี ใบหน้าของอีธานไม่เปลี่ยนไปเลย
ควรถูกจับตรวจกรรมพันธ์ คอลลาเจน ด่วน!!

IMDB : 6.9/10
Rottentomatoes : 61%
Makopoto : ถ้ายังไม่เคยดูลองหามาดูครับ สำหรับคนที่เคยดูแล้วสมัยเด็กหยิบมาดูก็เป็นการย้อนวัยดีนะครับ