แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนะนำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แนะนำ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

Moneyball (2011) : ไม่ใช่เกมส์กีฬาแต่มันคือชีวิต



"เวลาได้ดูหนังดีๆซักเรื่อง มันเหมือนได้ของขวัญล้ำค่าจากพระเจ้า" ผมพูดเอง
เพราะว่า เวลาเราได้ดูหนังดีๆซักเรื่อง มันเหมือนเรามองเห็นแสงจากปลายอุโมงค์ ทำเปิดมุมมองเรา มันให้คำตอบกับคำถามที่คาใจ ให้คำตอบจากชีวิตของคนในหนัง มันให้.........กับคนดู สำหรับผมหนังแบบนี้เป็นหนังดี ทั้งๆที่บางเรื่องอาจเรตติ้งต่ำ นักวิจารณ์ด่าเสียเท่เสีย รายได้ต่ำติดดิน แต่เมื่อเราดูมันเหมือนโดนตีกบาล นั่นละคุณได้ของขวัญไปแล้ว


                                                        Moneyball (2011)
                                                           Biography | Drama | Sport

Director: 

Bennett Miller

Writers: 

Steven Zaillian (screenplay)Aaron Sorkin

Brad Pitt รับบทเป็น Billy Beane ผู้จัดการทีมเบสบอล โอ๊คแลนเอส์ ถ้าตามที่บีนพูดในหนัง "There are rich teams and there are poor teams, then there's fifty-feet of crap, and then there's us." ก็พอทำให้เราเข้าใจระดับนี้ของเขาตอนนี้ เมื่อจบฤดูกาล 2001 ทีมของบิลลี่ก็ต้องเจอปัญหาใหญ่เมื่อ สมาชิกทีมตัวเก่งถูกซื้อ 3 ตัวรวด ซึ่งทั้ง 3 คนเป็นตัวยืนของทีมเลยก็ว่าได้ บิ่ลลี่จึงต้องปฏิวัติทีมยกใหญ่โดยเขาไปเจอเข้ากับ ปีเตอร์ แบรนด์ นิสิตเศรษฐศาสตร์จบใหม๋จากเยล ที่นำสูตรการคำนวณมาใช้กับตัวนักกีฬาแต่ละคน และใช้หลักสถิติในการเลือกนักกีฬาเข้าทีมและลงสนาม ซึ่งการกระทำของทั้งคู่นั้นถูกต่อต้านและดูถูกจากคนในวงการ เพราะมันเป็นการปฏิวัติวงการเบสบอลที่มีมา 150 ปี แต่ใครจะรู้ว่าการปฏิวัติครั้งนี้มันได้เป็นแบบอย่างให้กับวงการจนทุกทีมในปัจจุบันก็ใช้วิธีเดียวกันนี้


เหล่าทีมงานที่ปฏิเสธการทำทีมใหม่ของ Beane 


1. การเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่างมันต้องใช้ความเชื่อมั่นอย่างมาก :  อย่างที่ Billy Beane พูดไว้ในหนัง "Adapt Or Die" จะปรับหรือตาย ในภาวะที่่ทีมวิกฤต Beane มีความเชื่อมั่นในการทำทีมแบบใหม่ของเขาที่นำค่าสถิติมาเป็นตัวตัดสินใจเซ็นสัญญากับผู้เล่น และส่งผู้เล่นลงสนาม แต่ทีมงานของเขาไม่เอาด้วย ทีมงานเลือกจะเชื่อ ประสบการณ์ (ความเคยชิน) ของตัวเขาและระบบแบบเก่าที่เลือกผู้เล่นจาก การจดสถิติ ดูรูปลักษณ์ภายนอก นิสัย หน้าตาแฟน ฯลฯ แต่ไม้ทีมงานของ Beane จะไม่เอาด้วย แต่เขายังคงเชื่อในรูปแบบใหม่ แม้ความเชื่อของเขาจะยังไม่มากพอ

Scott Hatteberg ผู้เล่นถูกทิ้งที่ Beane ไปดึงตัวมา
2. โอกาสในวิกฤต : แม้เขาจะเชื่อในการทำทีมแบบใหม่ของเขา แต่เขาก็ยังไม่กล้าเอาผิดกับ Art Howe ทีมงานที่ทำทีมในสนามขณะแข่ง ที่ไม่เลือกนักเตะลงตามที่เขาสั่ง เพราะในใจลึกๆของเขาเองก็ยังไม่มั่นใจเต็มร้อย จนทีมเข้าสู่วิกฤตหนัก แพ้รวดอยู่อันดับท้ายของตาราง และเมื่อไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว  Beane วางเดินพันกับการทำทีมรูปแบบนี้ทั้งหมด เชื่อมันในแผนเต็ม 100% ตัดสินใจขายนักเตะดาวดังของทีมออกจนใหม่แล้วดึงเอานักเตะเหลือใช้ที่มีสถิติดีมาแทน จนทำให้ทีมพลิกฟื้นกลับมาชนะอีกครั้ง
Brad Pitt ในบท Billy Beane ผู้จัดการทีมหัวขบฎ
Billy Beane ตอนหนุ่มในฐานะผู้เล่นดาวรุ่ง
3. เรื่องราวในอดีตฝังใจ : Billy Beane ก่อนจะมาเป็นผู้จัดการทีมเขาเคยเป็น ผู้เล่นดาวรุ่งที่ครบเครื่องในทุกด้าน ขว้างลูก วิ่งเบส ตีบอล แมวมองจึงยื่นข้อเสนอให้เขา ในขณะเดียวกันกับแสตมฟอร์ดที่ให้ทุนเรียนกับเขา เช่นกัน เขาจึงต้องเลือกระหว่างอันใดอันหนึ่ง และเขาเลือกเบสบอล ซึ่งเส้นทางเบสบอลไม่ได้สวยหรูเหมือนที่เขาวาดไว้ ดาวรุ่งที่เด่นในทุกด้านเมื่ออยู่ในสนามกลับเป็นผู้เล่นธรรมดาแสนธรรมดา
อย่างตอนที่เขาถาม Peter Brand ว่าถ้าใช้หลักสถิติจะเลือกเขาเข้าทีมไหม? 
คำตอบคือไม่ เป็นผู้เล่นระดับ 9 แถมไม่มีโบนัสด้วย

ซึ่งการตัดสินใจครั้งนั้นมันยังติดตาตรึงใจเขาอยู่ทุกวัน จนทำให้เขาไม่กล้าที่จะเข้าสนามเพร่าะกลัวตัวเองจะเป็นตัวซวยทำให้ทีมแพ้ และสิ่งที่ช่วยเขาได้มากที่สุดก็คือเสียงน้อยๆหวานๆจากลูกตัวน้อยของเขา 

Jonah Hill รับบทเป็น Peter Brand นักเศรษฐศาสตร์ที่นำหลักสถิติเข้ามาใช้
4. เป้าหมาย : "ตีลูกให้ถึงดวงจันทร์ ถ้าไม่ถึงก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว" เหมือน Billy Beane จะไม่เคยได้ยินประโยคข้างต้นนี้ Beane เป็นคนหนึ่งที่ยึดติดกับเป้าหมายอย่างมาก เขาต้องการพาทีมคว้าแชมป์ให้ได้ เพราะเขารู้ว่าการที่ทีมแม้จะทำสถิติได้ดี สร้างปาฏิหาริย์มากมาย แต่ถ้าไม่ได้แชมป์มันก็สูญเปล่า เพราะมันจะไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาเลย แต่การที่เขายึดติดกับเป้าหมายขนาดนี้ทำให้เขามองไม่เห็นว่าเขาได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับวงการเบสบอลไปบ้าง จน Peter Brand ต้องเตือนสติเขาโดนให้ดูวีดีโอหนึ่งอันเป็นเรื่องราวที่ชายคนหนึ่งตีโฮมรันไปแล้วแต่เขาไม่รู้ตัว แต่คนทั้งสนามรู้ว่าชายคนนั้นตีโฮมรันไปแล้ว มันคือการเปรียบเปรยว่า การกระทำของ Beane มันเหมือนตีโฮมรัน ทุกคนรู้สึกถึงมันได้ มีแต่นายที่ไม่รู้ว่าได้ทำการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างไปแล้ว



5. เรื่องราวดีๆอยู่รอบตัว : สิ่งที่ดีไม่ได้อยู่เฉพาะในภาพยนตร์ บทเพลง หนังสือ เรื่องราวรอบตัว อาจทำให้เกิดอะไรบางอย่างกับเราเหมือนอย่างบทเพลงจากนางฟ้าตัวน้อยที่ช่วยให้ Billy Beane ก้าวผ่านวังวนกับเรื่องราวในอดีตของตัวเอง



IMDB : 7.8/10
Rotten Tomatoes : 95%
Makopoto : 10/10 ใครต้องการไปดูหนังกีฬาเบสบอลเอามันส์ขอให้ถอย เรื่องราวของหนังมันคือชีวิต ชีวิตของ Billy Beane และการปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่างซึ่งมันเกิดในสนามเบสบอลเท่านั้นเอง ไม่ได้ดูคนเล่นเบสบอลหรอก
(ลังเลตอนแรกจะเป็น 9 หรือ 10 ดี เพราะตัวหนังที่มีบทพูดยาวเหยียดพอๆกับ Social Network อาจทำให้คนดูมึน เบื่อกับบทสนา เหมือนอย่างที่ Social เจอมาก่อน แต่อีกใจมันคือ 10 เต็มกับการทำหนังที่เนื้อหาบทสนทนายาวเหยียดออกมาได้ไม่น่าเบื่อ และ ถ่ายทอดเนื้อหาแง่คิดออกมาเต็มๆ)






วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

American Psycho (2000) : สุดท้ายเรื่องราวนั้นเกิดขึ้นจริงหรือคิดไปเอง



American Psycho (2000)

Director: 

Mary Harron
Crime | Drama 

IMDB : 7.5/10
Rotten Tomatoes : 67%

คริสเตียน เบลล์ รับบทเป็น แพทริค เบทแมน ชายหนุ่มผู้เพียบพร้อม หน้าที่การงาน ฐานะการเงิน หน้าตาในช่วงกลางวันเขาเป็นผู้บริหารบริษัท พี แอนด์ พี บริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหุ้น กลางคืนเขาเป็นมนุษย์ผู้กระหายเลือด 

หนังเรื่องนี้คือการตามติดชีวิตของ เบทแมน ไปเจอสังคมที่มีการแก่งแย่งชิงดี ขี้อิจฉา ต้องการความสมบูรณ์แบบ และความจิตหลอนของพระเอก หนังเรื่องสร้างมาเมื่อปี 2000 แต่การจิกกัดสังคมผ่านหนังเรื่องนี้ก็ยังคงสืบมาต่อเรื่อยๆ 

แพทริค เบทแมน ในบทบาทผู้บริหารระดับสูงของบริษัท
ฉากร่วมเพศกับโสเภณี 2 คนที่เบทแมนค่อยส่องกระจกดูความสมบูรณ์แบบ
ของตัวเองตลอดเวลาขณะปฏิบัติภารกิจ

แพทริค เบทแมน ในวัย 27 ปีเขาก็เพียบพร้อมในทุกอย่างแล้ว หน้าตา ฐานะ การเงิน สิ่งเหล่านี้มันทำให้เขากลายเป็นบุคคล Profectionist ที่ต้องการความสมบูรณ์แบบในทุกอย่าง ทำให้เขารังเกียจสังคม ดูถูกคน และ รู้สึกอิจฉา ถ้าใครคนอื่นมีสิ่งที่ดีกว่าตน 
- Profectionist เบทแมนที่ต้องดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา ด้วยเครื่องสำอางค์หลาย 10 ชนิดในฉากเปิดตัว การอาบน้ำ 3 รอบ พอกหน้า 3 ชั้น การไม่ให้มีสิ่งของวางออกนอกระเบียบ ห้องของเบทแมนที่มีระเบียบเรียบร้อย เปิดโล่งไม่มีสิ่งของวางให้เกะกะสายตา และ ห้ามใครมาวางของไม่ถูกที่(อย่างในฉากที่จีนรับประทานไอศครีม) 
- ความอิจฉาตาร้อน กับนามบัตรของคนอื่นที่ดูดีกว่า ห้องของคนอื่นที่ทำเลดีกว่า ร้านอาหารมีรสนิมยมมากกว่า จนทำให้ตัวเบทแมนรังเกียจการถูกแตะตัว เพราะเขาจะต้องยืนอยู่บนกว่าคนอื่น


กลุ่มเพื่อนที่บริษัท ที่ต้องคอยแก่งแย่งชิงดีกัน โดยในฉากด้านบนสะท้อนออกมาในรูปแบบรสนิยมผ่านนามบัตรของแต่ละคน ที่จะมีสีตัวอักษร ความหนาตัวอักษร กระดาษ แตกต่างกัน ซึ่งถ้าเรามองในสายตาคนดู นามบัตรเหล่านั้นทุกใบก็ยังคงสวยงาม ไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ในสถานะการณ์จริง เราก็เหมือนกับสถานะการณ์แลกดูนามบัตร เราแข่งขันกันตลอดเวลาอาจจะเป็น มือถือ เสื้อผ้า รถยนต์ และอื่นๆอีกมากมาย

ฉากวางแผนสังหาร
จิตตก กับฉากแก้ผ้าแบกเลื่อยไล่ฆ่าโสเภณี
เสื้อกันฝน เพลงเพราะ สนทนา กับฉากขวานจาม พอล แอลเลน
ชีวิตกลางคืนของ เบทแมน เหมือนเป็นการระเบิดความเก็บกดในช่วงกลางวัน โดยปลดปล่อยออกมาด้วยความรุนแรงในการฆาตกรรม เริ่มจาก คนจรจัด สัตว์ เพื่อน โสเภณี จนกระทั่ง คนเดินผ่านไปมา
โดยในการฆ่าของเบทแมน เสียงเพลง การพูดคุย SEX เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนเป็นเครื่องเพิ่มความสุนทรีย์ ความบันเทิงให้กับตนก่อนลงมือ 


ในฉากจบของหนังเป็นฉากจบที่หักมุมสุดๆ กับการที่คนดูยังคงต้องถกเถียงกันว่า เหตุการณ์ในเรื่องเป็นเช่นไรกันแน่ เบทแมนลงมือทำจริง หรือ เพียงคิดไปเอง 
โดยความคิดส่วนตัวของเจ้าของกระทู้นี้ เอนเอียงไปทางคิดไปเอง ด้วยปัจจัยดังนี้
1. ฉากผ้าปูพรมที่เบทแมน ไปคุยกับแฟน ภาพเขียนที่ตรงกับเหตุการณ์จริง ถ้าเป็นจริงมันคือหลักฐานที่น่าจะช่วยให้ถูกสืบตามตัวได้เร็วขึ้น (เหมือนเป็นฉากบอกใบ่้)
2. นักสืบในตอนจบหายไปเฉยๆ ทั้งที่ตามสืบจนใกล้แล้ว (สนับสนุนว่าคำพูดของทนายเป็นจริง)
3. หนังสือที่ จีน พบในโต๊ะของเบทแมน ที่เป็นภาพวาดความรุนแรงต่างๆ (น่าจะแสดงถึงความรุนแรงความนึกคิดของเบทแมน เรื่องเล่าเรื่องความคิดในตอนเบทแมนวาดภาพ)
4. เหตุการณ์ทั้งหมดถ้าเกิดขึ้นจริง เมืองนั้นคงน่ากลัวมาก ที่ตำรวจไม่รู้ เพื่อนบ้านไม่รู้ถึงการกระทำที่โจ่งแจ้งของ เบทแมน ไม่ว่าจะการลากศพไปทิ้ง(ทิ้งคราบเลือดเป็นทาง) แขวนศพไว้เต็มห้อง ถือเลื่อยไฟฟ้าไล่ฆ่าคนในตึก แถมเที่ยวบอกใครต่อใครว่าตนคือฆาตกรต่อเนื่อง

 Makopoto 8/10 เนื้อหาของเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก ฉากโหดร้ายที่พบเจอได้ตลอดช่วงกลางของหนัง ใครจิตอ่อน ไม่ชอบหนังแนวเครียด โหด หลีกเลี่ยงไว้จะดี แต่ใครที่ชอบต้องหามาดูให้ได้ครับ 



วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

ATM เออรัก เออเร่อ (2012)


หนังเรียกเสียงฮา ฉลองปี 555 ที่ได้พระเอกมาดร้ายมุกเพียบ เต๋อ มารับบทพนักงานแบงค์
ที่ออกมาฉากแล้วแบบไม่มีอะไรคนในโรงก็ฮากันแล้ว

สำหรับเนื้อเรื่องก็เป็นดั่งตัวอย่างหนัง เสือกับจิ๊บเป็นแฟนกัน ซึ่งบริษัทแบงค์ที่ทั้งคู่ทำงาน ห้ามพนักงานคบหาดูใจกันเด็ดขาด ถ้าจับได้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องลาออก จิ๊บที่เป็นหัวหน้างานหลังจากพึ่งไล่พนักงานคนหนึ่งออกเพราะฝ่าฝีนกฏก็ทนไม่ไหวมาระบายใส่กับเสือ ทำให้เสือต้องแก้ปัญหาด้วยการขอแต่งงานอย่างสุดละหุก แต่หลังจากที่ทั้งคู่ตกลงจองวันงานเสร็จ ATM ของธนาคารที่ทำงานอัพเดทซอฟแวร์ใหม่ก็เกิดปัญหาจ่ายเงินเกินขึ้น เสือจึงอาสาออกไปทวงเงินที่คนกดเกิดไปกลับมาโดยแลกกับการที่ จิ๊บจะต้องลาออกถ้าเขาทำสำเร็จ และถ้าไม่เขาจะลาออกเอง......

ปื้ดกับก๊อบ นักรักรุ่นเล็กกับท่าบอกรักความเสี่ยว 5 กะโหลก ถ้าเดินสยามเห็นเด็กบอกรักท่านี้
แล้วอีกฝ่ายไม่วิ่งหนี จะขอมอบโล่ให้กับท่านผู้กล้า
เพื่อนซี้ทั้งในภาพยนตร์ ละครทีวี นอกจอ กับฉากตีปิงปองที่ฮาระดับ 5 กะโหลก 
แม้หนังจะมุ่งไปที่ความสนุกสนาน หัวเราะ ตลกจิตใจเบิกบาน แต่ก็ยังมีแง่คิดที่แทรกตัวอยู่ในเสียงหัวเราะ
- ความโชคดี คำว่าโชคดีหลายคนคงอยากได้โชคที่ดี แต่ใครจะรู้ว่าในโชคนั้นจะมีคนอื่นที่เดือดร้อน หรือ โชคร้าย ในโชคดีของเราหรือเปล่า ในหนังให้คนเจอเงินที่กดเกิดจาก ATM เป็นคนโชคดีและ คนพนักงานแบงค์เป็นคนที่โชคร้าย ซึ่งในชีวิตจริงเราก็คงได้เจอกับเหตุการณ์อย่างนี้บ้างอย่าง การเจอของตก
- การแข่งกันเอาชนะ พระเอกนางเอกแม้จะพยายามแข่งกันเอาชนะ ในบ้างครั้งชีวิตมันก็ต้องเอาชนะแต่เราก็ต้องไม่ลืมเรื่องที่สำคัญกว่าผลของการแข่งขัน (ในบางฉากอาจต้องขึ้นคำเตือนคู่รักไม่ควรเลียนแบบเพราะอาจรุนแรงเกินไป)

คู่รักที่ไม่มีใครยอมใคร จิ๊บเสือแม้จะเถียงจะแข่งกันอยู่ตลอดเวลา
แต่เอาจริงๆก็รักและคอยช่วยเหลือกัน

จากการที่ผู้กำกับทำหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ประสบความสำเร็จและ เต๋อ ในบทบาท กวน มึน โฮ ที่ติดตา ทำให้การดู ATM จะเห็นภาพแทรกของ 2 เรื่องบนมาเป็นแว๊บๆบางฉาก
รถไฟฟ้ามาหานะเธอ - องค์ประกอบของเรื่อง รักรุ่นใหญ่ 1 คู่ รุ่นเล็ก 1 คู่
- สาวน้อยใน ATM คือ ก๊อบ มาชอบพระเอก และไปผิดใจกับ ปื้ด คล้ายๆในรถไฟที่ แพตตี้ชอบเคนแล้วแอบผิดใจกับ คริส หอวัง
- ฉากจบที่ปิ้วให้เศร้า นางเอกพระเอกแยกทางกัน ก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง
กวน มึน โฮ - เพราะความเป็นเต๋อ และ คาเร็กเตอร์ที่เหมือนกันของพระเอกทั้ง 2 เรื่อง คือ ยียวน ตลก น่ารัก ทำให้หลายๆฉากน่าคิดว่า หรือจะเป็นคนคนเดียวกัน ช่วงทำงานแบงค์คือตอนรอติดต่อจาก หนูนา
- ฉากบอกรักนางเอก ผมรักคุณ ผมจึงยอมเป็นคนที่แพ้ ฉากนี้หล่อไปเลย


สำหรับพี่โจ๊ก ในตัวอย่างเหมือนจะมาเป็นตัวละครที่บทบาทสำคัญในการป่วนคู่รักพระนาง
แต่เอาเข้าใจบทไม่มากอย่างที่คิด และส่วนใหญ่ก็ไปอยู่ในตัวอย่างซะเกือบหมด
- ใครที่ชอบพี่โจ๊กรับประกันเล่มเต็ม มาเต็มกับความเป็น บร๊ะเจ้าโจ๊ก
= ใครไม่ชอบพี่โจ๊ก บทบาทก็ไม่เยอะขนาดที่จะให้ทำเราตัดสินใจไม่ไปดูเพราะเรื่องนี้ ลองไปดูก่อนอาจเปลี่ยนใจ

สำหรับหนังเรื่องนี้ 
IMDB : ไม่มีข้อมูล
Rotten Tomatoes : ไม่มีข้อมูล
Makopoto : ขอให้ความฮา 5 กะโหลก
เสี่ยว 4 กะโหลก
เนื้อหา 3 กะโหลก
(ใครจะบอกหนังดีคือหนังเครียด หนังแง่มุมเยอะๆ แต่หนังเบาๆที่เข้าไปดูหนังออกมาพร้อมเสียงหัวเราะและสุขภาพจิตที่ดีขึ้น สำหรับผมหนังแบบหลังก็เป็นหนังดีเหมือนกัน)

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

Mission: Impossible - Ghost Protocol (2011)


Director: 

Brad Bird

การกลับมาอีกครั้งของหนังสายลับ พร้อมทำนองฝังหู ตึง ตึง ตึง ตึ้ง ตึง
เนื้อเรื่อง : อีธาน ฮันต์ สุดยอดสายลับ กลับมาลับภารกิจเสี่ยงตายอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขากับเพื่อนจะต้องทำภารกิจโดยลำพัง ไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาล อีธาน ต้องต่อสู้กับ ดอกเตอร์เฮนดริก อาชญากรตัวร้ายจอมวางแผนที่ต้องการจะปล่อยอาวุธนิวเคลียร์โดยมีความเชื่อว่า นิวเคลียร์จะนำมาซึ่งความสันติ อีธานกับเพื่อนจึงต้องออกเดินทางเพื่อหยุดแผนร้ายนี้...


รายชื่อผู้ร่วมทีมสายลับ
1. สายสวยประจำทีม สายลับคาร์เตอร์ Paula Patton (Mandy ใน Hitch และ นางเอกใน Dejavu)
2. ผู้ช่วย IT Simon Pegg (คู่หูตำรวจบ้าจาก Hot Fuzz)
3. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล Jeremy Reener (พระเอกจากหนังออสการ์กู้ระเบิด Hurt Locker)

Paula Patton กับชุดสุดสวยกับบทบาทล้วงรหัสจากมหาเศรษฐี
Michael Nyqvist จากพระเอกในเรื่อง The girl with dragon tattoo (Sweden)
มาเป็นอาชรญากรตัวร้ายใน Mission 4
Lea Seydoux ในบทนักฆ่ารับจ้างที่น่ารักเกินกว่าจะฆ่าใครได้
บทเธอเปิดตัวเหมือนตัวละครสำคัญแต่ฉากจะไปก็ไปซะงั้น
วัย 50 แต่หุ่นยังฟิตอยู่

สำหรับหนังสายลับตระกูล MI สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ฉากบู๊สุดมันส์ กับ อุปกรณ์ไฮเทค ในภาคนี้มีฉากใหญ่ๆหลายฉาก ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ อีธานต้องปีนตึก เบิร์จดูไบ (ตึกที่สูงที่สุดในโลก) ฉากพายุทะเลทราย ฉากระเบิดที่รัสเชีย และอุปกรณืไฮเทคที่ทีมพระเอกนำมาใช้ อย่างถุงมือตุ๊กแก(ดูดติดพื้นที่ใช้ตอนปีนตึก) รถยนต์คันหรูในอินเดีย (จริงๆรถหรูทุกคัน) อุปกรณ์ทำเสียงน้ำหยด และที่เจ๋งที่สุดขอยกให้ อุปกรณ์ทำฉากหลอกตาในตอนเข้าไปขโมยข้อมูล

บูดาเปสต์ เหมือนจะเป็นเมืองสำคัญของเหล่าสายลับเพราะหนังที่เข้าพร้อมๆกันอย่าง Tinker Tailor Soldier Spy เนื้อเรื่องบางส่วนก็ไปอยู่ที่ บูดาเปสต์
ทำให้น่าสังเกตุหนังชนโรงปลายปีต้นปีนี้ มีความเกี่ยวพันกันเหลือเกิน 
- Sherlock กับ Mission ที่มีตัวร้ายต้องการทำสงครามเหมือนกัน
- Sherlock กับ Mission เอาตัวเอกของเรื่อง The Girl With Dragon tattoo มาแสดงนำ หนึ่งดี หนึ่งร้าย
- อีธาน ฮันต์ กับ เชอร์ล๊อค โฮล์ม ผมว่าบทบาททั้งคู่เหมือนกัน เหมือนเป็นสายลับทั้งคู่
- สถานที่เหตุการณ์ Tinker Tailor กับ Mission ณ บูดาเปสต์
- Tinker & Mission เหตุการณ์เกิดเพราะ สายลับถูกยิงตายขณะปฏิบัติงาน
- Tinker & Mission ทีมพระเอกถูกลอยคอปฏิบัติการเงียบ หนึ่งสืบเรื่องภายใน หนึ่งตามจับผู้ร้าย

ฉากปีนตึกเบิร์จดูไบ
อีธานกับการปลอมตัวเป็นนายพลรัสเชีย
 IMDB : 7.7/10
Rotten Tomatoes : 93%
Makopoto : 8/10 (ตัวละครอีธานยังคงเป็นตัวละครต้นแบบที่สมบูรณืพร้อมทั้งบุ๊นบู้ เสียสละ มีสติ เป็นผู้นำ จนไม่เห็นด้านมืดของตัวละครเช่นเคย ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆจะมีสิ่งที่ฝังอยู่ในใจเป็นปมอยู่ทุกคน)




Sherlock Holmes: A Game of Shadows (2011)




Sherlock Holmes : A Game Of Shadow

Director: 

Guy Ritchie

แม้จะชื่อเดียวกัน นักแสดงชุดเดียวกัน แต่ภาคแรกกับภาคสองไม่ได้มีความต่อเนื่องกันสำหรับคนที่จะไปชมหายห่วงสามารถดูภาคสองได้อย่างสบายใจครับ 

สำหรับภาคนี้ เชอร์ล๊อค โฮล์ม จะเจอกับคู่ปรับใหม่คือ ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ ที่ไอรีนกล่าวเตือนกับโฮล์มไว้ว่า 'อย่าประเมินเขาต่ำเกินไป เขาฉลาดปราดเปรื่องพอๆกับคุณ แต่ชั่วร้ายกว่า' โฮล์ม ต้องคอยแก้เกมส์และหยุดยั้งแผนการร้ายของ ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ ด้วยความร่วมมือจาก วัตสัน คู่หูคนสนิทที่ภาคนี้ได้แต่งงานและเกือบจะได้ไปฮันนูมูน ก็ต้องโดนโฮล์มลากมาเจอเรื่องวุ่นๆเสียก่อน อีกคน คือ สาวยิปซี มาดามซิมซา ที่เข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้เพื่อตามหาพี่ชายที่หายไป..... 


 ตัวละครหน้าใหม่ใน A Game Of Shadow
Mycroft พี่ชายของโฮล์ม ฉลาดกว่าและขี้เกียจกว่า

ผู้ร้ายของภาคนี้ ศาตราจารย์มอริอาร์ตี้
 ศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาร์ตี้ (อังกฤษ : Professor James Moriarty) เป็นตัวละครหนึ่งในเรื่องเชอร์ล็อก โฮลมส์ ของเซอร์อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ เป็นศัตรูตัวฉกาจของโฮลมส์ คอยชักใยอยู่เบื้องหลังคดีหลายคดี แต่ไม่เคยมีใครจับได้ มอริอาร์ตี้เป็นผู้มีอำนาจขนาดว่าสามารถทำให้ทั่วยุโรปสั่นคลอนได้ ถูกขนานนามว่า นโปเลียนแห่งโลกอาชญากรรม มีสหายคนสนิทชื่อพันเอกมอแรน มอริอาร์ตี้เสียชีวิตที่น้ำตกไรเคนบาค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม
ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ยังเคยปรากฏตัวในยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ฉบับภาพยนตร์ ภาคปริศนาบนถนนสายมรณะ ในเกมโคคูนที่โคนันและเพื่อนๆเล่น โดยเป็นผู้เลี้ยงดูและเสี้ยมสอน แจ็กเดอะริปเปอร์ ให้เป็นฆาตกรที่โหดเหี้ยม
ใน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ดับแผนพิฆาตโลก (พ.ศ. 2552) ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ปรากฏตัวในความมืด เป็นผู้จ้างวานไอรีน แอดเลอร์ (ภายหลังมีการเปิดเผยว่าชื่อ มอริอาร์ตี้) และใน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เกมพญายมเงามรณะ (พ.ศ. 2554) ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ แสดงโดยนักแสดงชาวอังกฤษ จาเร็ด แฮร์ริส

Noomi Rapace ในบทสาวยิปซี

Noomi Rapace กับบทสาวยิปซีตัวช่วยไขคดีให้กับโฮล์ม และเป็นตัวละครเด่นในภาคนี้ เธอสลัดบทสาวพังค์ร๊อคจาก The girl with dragon tattoo (Sweden) จนไม่เหลือเคล้าให้ติดตา


AND JOKER From The Dark Knight







          พูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้
2 คู่หู วัตสัน ที่ไม่อ้วนลงพุง และ โฮล์ม NO Smoke
โรเบิร์ตยังรับบทเป็น นักสืบชื่อดังเชอร์ล๊อค โฮล์ม ที่ไม่สูบไปป์ แต่จะยียวนกวนประสาท จักกิด วัตสัน คู่หูของเขาแทน ซึ่งนี่เองที่เป็นเสน่ห์ทำให้คู่หูคู่นี้กอบโกยรายได้จากภาคแรกไปกว่า 500 ล้านเหรียญ  
การเผชิญหน้าครั้งแรกของ พระเอกและตัวร้าย
การเผชิญหน้าของพระเอกและตัวร้ายที่มีมันสมองพอๆกัน ในฉากสุดท้ายที่เป็นการดวลหมากรุก ทำออกมาได้ดีมาก และสิ่งที่น่าสงสัยคือ โฮล์มกับมอริอาร์ตี้น่าจะเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันจากการเล่นหมากรุกโดยไม่ใช้กระดาน และ พลังอ่านความคิดล่วงหน้า 

สำหรับโฮล์มภาคนี้ดูเหมือนกับมีความเกี่ยวพันกับหนังหลายๆเรื่องที่เข้าพร้อมๆกัน
Mission Impossible 4 : บทบาทของโฮล์มเป็นเหมือน อีธาน ฮันต์ ที่มาเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ วางแผนต่อสู้กับจารชน นักสืบ(สายลับ) จากลอนดอน
ผู้ร้าย : ศาตราจารย์มอริอาร์ตี้ และ ศาตราจารย์เฮนดริก นักวิทยาศาตร์ อาจารย์ ผู้บรรยาย ที่มาเป็นตัวร้ายวางแผนให้เกิสงคราม คนหนึ่ง ใช้การลอบสังหาร อีกคนใช้อาวุธนิวเคลียร์
นักแสดง : จาก The girl with dragon tattoo นางเอก Noomi Rapace จากบทสาวพังค์มาเป็นสาวยิปซี
Michael Nyqvist พระเอกจากเรื่องเดียวกันมาเป็นตัวร้ายจาก MI4

หรือ โฮล์มจะคือต้นกำเนิดของสายลับลอนดอน O_O

IMDB : 7.7/10
Rotten Tomatoes : 60%
Makopoto :  7/10 ดูเอาความสนุกสนานได้ แต่อย่างว่าโฮล์มดูจะเป็นสายลับนักบู๊มากไปหน่อย

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

‘รอยสักเทคโน (US) VS. รอยสักสวีเดน BY ผมอยู่ข้างหลังคุณ





หลังจากดูทั้งสองภาคแล้ว และไปอ่านเจอของคุณหมอ 'ผมอยู่ข้างหลังคุณ' อยากเอามาแชร์ให้อ่านกันครับ


ความแตกต่าง และ ผลการชกระหว่าง ‘รอยสักเทคโน (US) VS. รอยสักสวีเดน’

ยก 1 : การเปิดเรื่อง & ดนตรีประกอบ : แน่นอนว่า Opening sequence แบบเจมส์ บอนด์ ของเวอร์ชั่นUS รวมถึงดนตรีประกอบแบบเทคโนจ๋าตลอดเรื่อง ทำให้รอยสักเทคโน กินขาดแบบไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ ความแนวๆ เป็นดาบสองคม มีผลส่งกระทบไปถึงยก 10 ที่เขียนไว้ด้านล่าง : 

ผลยกนี้ รอยสักเทคโน Win

ยก 2 : ความสัมพันธ์ของ มิเกล กับ ครอบครัวแวกเน้อร์ : ในรอยสักสวีเดน มิเกล เคยเป็น เด็กน้อยที่แฮเรียตเคยดูแล แต่ รอยสักเทคโน ไม่ได้เกี่ยวกันเลย : 

ผล draw (จะสนิทหรือไม่สนิทก็ไม่ได้ช่วยอะไรหนังมากนัก)

ยก 3 : ความสำคัญของลูกสาวมิเกล :ในรอยสักเทคโน มีบทบาทมากขึ้น แถมยังมาช่วยเฉลยปริศนาสำคัญที่พ่อแก้ไขไม่ได้ ในขณะที่เวอร์ชั่นสวีเดน มีลูกก็เหมือนไม่มี : 

ผล รอยสักเทคโน Win (เพราะความสัมพันธ์พ่อ-ลูก ถือว่าเป็น แก่นสำคัญของหนังชุดนี้ และ อาจจะใช้ขยายต่อได้ในภาคถัดๆไป)

ยก 4 : สตรีมีรอยสัก : รูนี่ย์ ประสบความสำเร็จที่ทำให้คนดูไม่รู้สึกว่าเธอเทียบกับ นูมิ ไม่ได้ เพราะ รูนี่ย์ สร้างคาแรคเตอร์ใหม่ ซึ่งก็เข้ากับตัวหนังที่ดัดธีมเปลี่ยนไป ความต่างของสตรีมีรอยสักสองคน คือ 

คนหนึ่งเหมือนสก๊อยสาวเทคโน พบรักครั้งแรกแล้วใจสลาย ส่วนอีกคนเป็น พั๊งค์สาวคนชายขอบ ที่ชีวิตนี้ “โดนมาเย๊อะ เจ็บมาเย๊อะ” : 

ผล : กรรมการรักรูนี่ย์ มาร่า แต่ตัวละครที่เธอเล่นยังไม่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสุดๆ เหมือน เท่า รอยสักสวีเดนที่ Win ในแง่การสร้างตัวละครที่น่าจดจำคนหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ชนิดที่ยากจะลืมลง

ยก 5 : สัมพันธ์สวาท มิเกล-ลิสเบธ : เวลาดูเวอร์ชั่นสวีเดน รู้สึกได้เลยว่า มันไม่ใช่แค่ ‘การตกหลุมรักแบบชายหญิง’ แต่ มิเกล คือ คนที่ยอมรับ ไม่คุกคาม และ ห่วงใยเธอต่างจาก ผู้ชายทุกคนที่พบ ซึ่งเซ็กส์ที่เธอมีสะท้อนความเป็นหญิงที่ไม่ใช้เบี้ยล่างเพศชาย การควบคุมทุกอย่าง ตั้งแต่เข้ามา , ท่วงท่าออนท็อป , เสร็จแล้วไม่สนอีกฝ่ายก็จากไป ไม่ยอมนอนห้องเดียวกันในตอนแรก

แต่เวอร์ชั่นอเมริกัน คล้ายกันแต่ไม่ชัดเจนเท่า สะท้อนความเป็นหญิงที่เปราะบางกว่า มีความ feminine ชัดเจนกว่า เน้นเป็นอารมณ์ประมาณว่า ‘อยากบอกเธอ รักครั้งแรก’ 

ซึ่งผลลัพธ์ความสัมพันธ์ที่ออกมา ทำให้ ภาพรวมของ รอยสักสวีเดน มันมีประเด็นที่สอดคล้องกับที่มาของชื่อต้นฉบับ Men hate women และ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับการถูกกระทำ มากกว่าของอเมริกันที่จะหนักไปทาง ความรัก

ผล : รอยสักสวีเดน Win

ยก 6 : เผาหรือไม่เผา? - ฉากสำคัญคือหลังจาก คนที่คุณก็รู้ว่าใคร ประสบอุบัติเหตุเอง แล้วรอยสักยืนอยู่ข้างๆ

รอยสักสวีเดน ต้องลังเลใจว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย และ ไฟก็ไปพ้องกับ ภาพอดีตในวัยเด็กที่เธอเคยเผาพ่อ มันแปลความหมายได้ทั้งการเทียบเคียงอดีต และ การตัดสินใจ ‘ไม่ช่วย’ ที่ไม่ต่างจาก ‘การทำร้าย’ เหมือนที่เธอเคยโดนมาตลอด

แต่ รอยสักเทคโน ไม่ได้มีวินาทีตรงนั้น และ ตัดภาพพ่อทิ้งไป

: ผล รอยสักสวีเดน Win เพราะมี impact มีความหมายมากกว่า

ยก 7 : ไคลแมกซ์ในบ้านฆาตกร - รอยสักเทคโน ดัดแปลงได้เหนือชั้นกว่ามาก การตัดสลับเหตุการณ์ไปมาของ มิเกล กับ ลิสเบธ ที่คนดูเดาไม่ออกว่าเรื่องร้ายจะไปตกที่ใคร , การตัดภาพเรียงต่อๆกัน และ การที่ มิเกล เป็นคนเลือกเข้าไปให้เชือดด้วยตัวเอง มีความคมคาย มากกว่า เวอร์ชั่นสวีเดน ที่เป็นไปตามสูตรนิยายฆาตกรรมสำเร็จรูปจนเกินไป รวมถึง ตอนใช้ก๊าซในห้องทรมาน ก็ดูจะโยงเข้ากับนาซี ได้ดีกว่า เวอร์ชั่นสวีเดน : 

ผล รอยสักเทคโน Win

ยก 8: แฮเรียต - การเฉลยตัวตนแฮเรียต ของฟินเชอร์ ดูเก๋ไก๋ ซึ่งคนไม่รู้เรื่องมาก่อนน่าจะชอบการพลิกแพลงล่อหลอกแบบนี้ มากกว่า ของสวีเดน : ผล รอยสักเทคโน Win

ยก 9: ตอนจบ - ทั้งคู่เปิดทางโยงไปภาคถัดไป แต่ รอยสักสวีเดน ชวนให้เราอยากรู้ว่า ลิสเบธ มีแผนอะไรในการปลอมตัว มีอะไรที่ใหญ่ไปกว่ารอเล่นงานทั้งคู่อยู่ แต่ รอยสักอเมริกัน จบแบบหนังรักชวนเศร้า ชวนให้เราอยากรู้ว่า ลิสเบธ จะสะบัดบ๊อบไปดึงมิเกลมาครองรักกันได้หรือเปล่า : 

ผล รอยสักสวีเดน Win

ยก 10: บรรยากาศ - น่าสนใจที่การผลิตซ้ำไม่ทำเหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เปลี่ยน สัญชาติหนังมาเป็นของตัวเอง ที่ทำได้ดี เช่น Let the right one in ฉบับสวีเดน กับ US ที่ดีทั้งคู่ในอารมณ์ที่ต่างกันไป หรือ Infernal affairs กับ The Departed

แต่ เดวิด ฟินเชอร์ เลือกจะคงบรรยากาศแบบเดิม ซึ่งด้านหนึ่งต้องชมว่าเก่งมาก ที่ทำให้คนดูต้นฉบับแล้วยังดูเวอร์ชั่นใหม่นี้สนุก ด้วยการกำกับที่โชว์ความเหนือชั้นหลายฉาก มีความแกรนด์หรือเนี้ยบหรูหราทั้งงานออกแบบหรือถ่ายภาพ 

แต่สิ่งที่ทำให้ไม่อินมากเท่า ต้นฉบับ คือ การเลือกนักแสดงอเมริกัน พูดภาษาอังกฤษ แล้วพยายามนำเสนอว่า นี่คือ สวีเดน แต่นักแสดงไม่ทำให้เราเชื่อ และ อารมณ์ของหนังก็ยังไม่ทำให้เราเชื่อ (เคร็ก กับ พลัมเมอร์ คือ สองตัวละครที่ดูแล้วรู้สึกแปร่งๆออกมามากที่สุด)

เพราะดูยังไงก็รู้สึกว่า มันเหมือน คนอเมริกัน มาอยู่ในหนังอเมริกัน ที่พยายามบอกว่าเป็นสวีเดนมากกว่า 

บรรยากาศยะเยือก ของ เวอร์ชั่นสวีเดน จึงดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวมากกว่าเวอร์ชั่นนี้ที่มีหลายอย่างแปร่งๆเป็นระยะ : 

ผลรอยสัก สวีเดน Win


Results : ครบ 10 ยก รอยสักสวีเดน ชนะคะแนน!!!