แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พูดถึง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พูดถึง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

Sherlock Holmes: A Game of Shadows (2011)




Sherlock Holmes : A Game Of Shadow

Director: 

Guy Ritchie

แม้จะชื่อเดียวกัน นักแสดงชุดเดียวกัน แต่ภาคแรกกับภาคสองไม่ได้มีความต่อเนื่องกันสำหรับคนที่จะไปชมหายห่วงสามารถดูภาคสองได้อย่างสบายใจครับ 

สำหรับภาคนี้ เชอร์ล๊อค โฮล์ม จะเจอกับคู่ปรับใหม่คือ ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ ที่ไอรีนกล่าวเตือนกับโฮล์มไว้ว่า 'อย่าประเมินเขาต่ำเกินไป เขาฉลาดปราดเปรื่องพอๆกับคุณ แต่ชั่วร้ายกว่า' โฮล์ม ต้องคอยแก้เกมส์และหยุดยั้งแผนการร้ายของ ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ ด้วยความร่วมมือจาก วัตสัน คู่หูคนสนิทที่ภาคนี้ได้แต่งงานและเกือบจะได้ไปฮันนูมูน ก็ต้องโดนโฮล์มลากมาเจอเรื่องวุ่นๆเสียก่อน อีกคน คือ สาวยิปซี มาดามซิมซา ที่เข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้เพื่อตามหาพี่ชายที่หายไป..... 


 ตัวละครหน้าใหม่ใน A Game Of Shadow
Mycroft พี่ชายของโฮล์ม ฉลาดกว่าและขี้เกียจกว่า

ผู้ร้ายของภาคนี้ ศาตราจารย์มอริอาร์ตี้
 ศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาร์ตี้ (อังกฤษ : Professor James Moriarty) เป็นตัวละครหนึ่งในเรื่องเชอร์ล็อก โฮลมส์ ของเซอร์อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ เป็นศัตรูตัวฉกาจของโฮลมส์ คอยชักใยอยู่เบื้องหลังคดีหลายคดี แต่ไม่เคยมีใครจับได้ มอริอาร์ตี้เป็นผู้มีอำนาจขนาดว่าสามารถทำให้ทั่วยุโรปสั่นคลอนได้ ถูกขนานนามว่า นโปเลียนแห่งโลกอาชญากรรม มีสหายคนสนิทชื่อพันเอกมอแรน มอริอาร์ตี้เสียชีวิตที่น้ำตกไรเคนบาค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม
ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ยังเคยปรากฏตัวในยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ฉบับภาพยนตร์ ภาคปริศนาบนถนนสายมรณะ ในเกมโคคูนที่โคนันและเพื่อนๆเล่น โดยเป็นผู้เลี้ยงดูและเสี้ยมสอน แจ็กเดอะริปเปอร์ ให้เป็นฆาตกรที่โหดเหี้ยม
ใน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ดับแผนพิฆาตโลก (พ.ศ. 2552) ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ปรากฏตัวในความมืด เป็นผู้จ้างวานไอรีน แอดเลอร์ (ภายหลังมีการเปิดเผยว่าชื่อ มอริอาร์ตี้) และใน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เกมพญายมเงามรณะ (พ.ศ. 2554) ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ แสดงโดยนักแสดงชาวอังกฤษ จาเร็ด แฮร์ริส

Noomi Rapace ในบทสาวยิปซี

Noomi Rapace กับบทสาวยิปซีตัวช่วยไขคดีให้กับโฮล์ม และเป็นตัวละครเด่นในภาคนี้ เธอสลัดบทสาวพังค์ร๊อคจาก The girl with dragon tattoo (Sweden) จนไม่เหลือเคล้าให้ติดตา


AND JOKER From The Dark Knight







          พูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้
2 คู่หู วัตสัน ที่ไม่อ้วนลงพุง และ โฮล์ม NO Smoke
โรเบิร์ตยังรับบทเป็น นักสืบชื่อดังเชอร์ล๊อค โฮล์ม ที่ไม่สูบไปป์ แต่จะยียวนกวนประสาท จักกิด วัตสัน คู่หูของเขาแทน ซึ่งนี่เองที่เป็นเสน่ห์ทำให้คู่หูคู่นี้กอบโกยรายได้จากภาคแรกไปกว่า 500 ล้านเหรียญ  
การเผชิญหน้าครั้งแรกของ พระเอกและตัวร้าย
การเผชิญหน้าของพระเอกและตัวร้ายที่มีมันสมองพอๆกัน ในฉากสุดท้ายที่เป็นการดวลหมากรุก ทำออกมาได้ดีมาก และสิ่งที่น่าสงสัยคือ โฮล์มกับมอริอาร์ตี้น่าจะเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันจากการเล่นหมากรุกโดยไม่ใช้กระดาน และ พลังอ่านความคิดล่วงหน้า 

สำหรับโฮล์มภาคนี้ดูเหมือนกับมีความเกี่ยวพันกับหนังหลายๆเรื่องที่เข้าพร้อมๆกัน
Mission Impossible 4 : บทบาทของโฮล์มเป็นเหมือน อีธาน ฮันต์ ที่มาเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ วางแผนต่อสู้กับจารชน นักสืบ(สายลับ) จากลอนดอน
ผู้ร้าย : ศาตราจารย์มอริอาร์ตี้ และ ศาตราจารย์เฮนดริก นักวิทยาศาตร์ อาจารย์ ผู้บรรยาย ที่มาเป็นตัวร้ายวางแผนให้เกิสงคราม คนหนึ่ง ใช้การลอบสังหาร อีกคนใช้อาวุธนิวเคลียร์
นักแสดง : จาก The girl with dragon tattoo นางเอก Noomi Rapace จากบทสาวพังค์มาเป็นสาวยิปซี
Michael Nyqvist พระเอกจากเรื่องเดียวกันมาเป็นตัวร้ายจาก MI4

หรือ โฮล์มจะคือต้นกำเนิดของสายลับลอนดอน O_O

IMDB : 7.7/10
Rotten Tomatoes : 60%
Makopoto :  7/10 ดูเอาความสนุกสนานได้ แต่อย่างว่าโฮล์มดูจะเป็นสายลับนักบู๊มากไปหน่อย

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

‘รอยสักเทคโน (US) VS. รอยสักสวีเดน BY ผมอยู่ข้างหลังคุณ





หลังจากดูทั้งสองภาคแล้ว และไปอ่านเจอของคุณหมอ 'ผมอยู่ข้างหลังคุณ' อยากเอามาแชร์ให้อ่านกันครับ


ความแตกต่าง และ ผลการชกระหว่าง ‘รอยสักเทคโน (US) VS. รอยสักสวีเดน’

ยก 1 : การเปิดเรื่อง & ดนตรีประกอบ : แน่นอนว่า Opening sequence แบบเจมส์ บอนด์ ของเวอร์ชั่นUS รวมถึงดนตรีประกอบแบบเทคโนจ๋าตลอดเรื่อง ทำให้รอยสักเทคโน กินขาดแบบไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ ความแนวๆ เป็นดาบสองคม มีผลส่งกระทบไปถึงยก 10 ที่เขียนไว้ด้านล่าง : 

ผลยกนี้ รอยสักเทคโน Win

ยก 2 : ความสัมพันธ์ของ มิเกล กับ ครอบครัวแวกเน้อร์ : ในรอยสักสวีเดน มิเกล เคยเป็น เด็กน้อยที่แฮเรียตเคยดูแล แต่ รอยสักเทคโน ไม่ได้เกี่ยวกันเลย : 

ผล draw (จะสนิทหรือไม่สนิทก็ไม่ได้ช่วยอะไรหนังมากนัก)

ยก 3 : ความสำคัญของลูกสาวมิเกล :ในรอยสักเทคโน มีบทบาทมากขึ้น แถมยังมาช่วยเฉลยปริศนาสำคัญที่พ่อแก้ไขไม่ได้ ในขณะที่เวอร์ชั่นสวีเดน มีลูกก็เหมือนไม่มี : 

ผล รอยสักเทคโน Win (เพราะความสัมพันธ์พ่อ-ลูก ถือว่าเป็น แก่นสำคัญของหนังชุดนี้ และ อาจจะใช้ขยายต่อได้ในภาคถัดๆไป)

ยก 4 : สตรีมีรอยสัก : รูนี่ย์ ประสบความสำเร็จที่ทำให้คนดูไม่รู้สึกว่าเธอเทียบกับ นูมิ ไม่ได้ เพราะ รูนี่ย์ สร้างคาแรคเตอร์ใหม่ ซึ่งก็เข้ากับตัวหนังที่ดัดธีมเปลี่ยนไป ความต่างของสตรีมีรอยสักสองคน คือ 

คนหนึ่งเหมือนสก๊อยสาวเทคโน พบรักครั้งแรกแล้วใจสลาย ส่วนอีกคนเป็น พั๊งค์สาวคนชายขอบ ที่ชีวิตนี้ “โดนมาเย๊อะ เจ็บมาเย๊อะ” : 

ผล : กรรมการรักรูนี่ย์ มาร่า แต่ตัวละครที่เธอเล่นยังไม่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสุดๆ เหมือน เท่า รอยสักสวีเดนที่ Win ในแง่การสร้างตัวละครที่น่าจดจำคนหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ชนิดที่ยากจะลืมลง

ยก 5 : สัมพันธ์สวาท มิเกล-ลิสเบธ : เวลาดูเวอร์ชั่นสวีเดน รู้สึกได้เลยว่า มันไม่ใช่แค่ ‘การตกหลุมรักแบบชายหญิง’ แต่ มิเกล คือ คนที่ยอมรับ ไม่คุกคาม และ ห่วงใยเธอต่างจาก ผู้ชายทุกคนที่พบ ซึ่งเซ็กส์ที่เธอมีสะท้อนความเป็นหญิงที่ไม่ใช้เบี้ยล่างเพศชาย การควบคุมทุกอย่าง ตั้งแต่เข้ามา , ท่วงท่าออนท็อป , เสร็จแล้วไม่สนอีกฝ่ายก็จากไป ไม่ยอมนอนห้องเดียวกันในตอนแรก

แต่เวอร์ชั่นอเมริกัน คล้ายกันแต่ไม่ชัดเจนเท่า สะท้อนความเป็นหญิงที่เปราะบางกว่า มีความ feminine ชัดเจนกว่า เน้นเป็นอารมณ์ประมาณว่า ‘อยากบอกเธอ รักครั้งแรก’ 

ซึ่งผลลัพธ์ความสัมพันธ์ที่ออกมา ทำให้ ภาพรวมของ รอยสักสวีเดน มันมีประเด็นที่สอดคล้องกับที่มาของชื่อต้นฉบับ Men hate women และ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับการถูกกระทำ มากกว่าของอเมริกันที่จะหนักไปทาง ความรัก

ผล : รอยสักสวีเดน Win

ยก 6 : เผาหรือไม่เผา? - ฉากสำคัญคือหลังจาก คนที่คุณก็รู้ว่าใคร ประสบอุบัติเหตุเอง แล้วรอยสักยืนอยู่ข้างๆ

รอยสักสวีเดน ต้องลังเลใจว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย และ ไฟก็ไปพ้องกับ ภาพอดีตในวัยเด็กที่เธอเคยเผาพ่อ มันแปลความหมายได้ทั้งการเทียบเคียงอดีต และ การตัดสินใจ ‘ไม่ช่วย’ ที่ไม่ต่างจาก ‘การทำร้าย’ เหมือนที่เธอเคยโดนมาตลอด

แต่ รอยสักเทคโน ไม่ได้มีวินาทีตรงนั้น และ ตัดภาพพ่อทิ้งไป

: ผล รอยสักสวีเดน Win เพราะมี impact มีความหมายมากกว่า

ยก 7 : ไคลแมกซ์ในบ้านฆาตกร - รอยสักเทคโน ดัดแปลงได้เหนือชั้นกว่ามาก การตัดสลับเหตุการณ์ไปมาของ มิเกล กับ ลิสเบธ ที่คนดูเดาไม่ออกว่าเรื่องร้ายจะไปตกที่ใคร , การตัดภาพเรียงต่อๆกัน และ การที่ มิเกล เป็นคนเลือกเข้าไปให้เชือดด้วยตัวเอง มีความคมคาย มากกว่า เวอร์ชั่นสวีเดน ที่เป็นไปตามสูตรนิยายฆาตกรรมสำเร็จรูปจนเกินไป รวมถึง ตอนใช้ก๊าซในห้องทรมาน ก็ดูจะโยงเข้ากับนาซี ได้ดีกว่า เวอร์ชั่นสวีเดน : 

ผล รอยสักเทคโน Win

ยก 8: แฮเรียต - การเฉลยตัวตนแฮเรียต ของฟินเชอร์ ดูเก๋ไก๋ ซึ่งคนไม่รู้เรื่องมาก่อนน่าจะชอบการพลิกแพลงล่อหลอกแบบนี้ มากกว่า ของสวีเดน : ผล รอยสักเทคโน Win

ยก 9: ตอนจบ - ทั้งคู่เปิดทางโยงไปภาคถัดไป แต่ รอยสักสวีเดน ชวนให้เราอยากรู้ว่า ลิสเบธ มีแผนอะไรในการปลอมตัว มีอะไรที่ใหญ่ไปกว่ารอเล่นงานทั้งคู่อยู่ แต่ รอยสักอเมริกัน จบแบบหนังรักชวนเศร้า ชวนให้เราอยากรู้ว่า ลิสเบธ จะสะบัดบ๊อบไปดึงมิเกลมาครองรักกันได้หรือเปล่า : 

ผล รอยสักสวีเดน Win

ยก 10: บรรยากาศ - น่าสนใจที่การผลิตซ้ำไม่ทำเหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เปลี่ยน สัญชาติหนังมาเป็นของตัวเอง ที่ทำได้ดี เช่น Let the right one in ฉบับสวีเดน กับ US ที่ดีทั้งคู่ในอารมณ์ที่ต่างกันไป หรือ Infernal affairs กับ The Departed

แต่ เดวิด ฟินเชอร์ เลือกจะคงบรรยากาศแบบเดิม ซึ่งด้านหนึ่งต้องชมว่าเก่งมาก ที่ทำให้คนดูต้นฉบับแล้วยังดูเวอร์ชั่นใหม่นี้สนุก ด้วยการกำกับที่โชว์ความเหนือชั้นหลายฉาก มีความแกรนด์หรือเนี้ยบหรูหราทั้งงานออกแบบหรือถ่ายภาพ 

แต่สิ่งที่ทำให้ไม่อินมากเท่า ต้นฉบับ คือ การเลือกนักแสดงอเมริกัน พูดภาษาอังกฤษ แล้วพยายามนำเสนอว่า นี่คือ สวีเดน แต่นักแสดงไม่ทำให้เราเชื่อ และ อารมณ์ของหนังก็ยังไม่ทำให้เราเชื่อ (เคร็ก กับ พลัมเมอร์ คือ สองตัวละครที่ดูแล้วรู้สึกแปร่งๆออกมามากที่สุด)

เพราะดูยังไงก็รู้สึกว่า มันเหมือน คนอเมริกัน มาอยู่ในหนังอเมริกัน ที่พยายามบอกว่าเป็นสวีเดนมากกว่า 

บรรยากาศยะเยือก ของ เวอร์ชั่นสวีเดน จึงดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวมากกว่าเวอร์ชั่นนี้ที่มีหลายอย่างแปร่งๆเป็นระยะ : 

ผลรอยสัก สวีเดน Win


Results : ครบ 10 ยก รอยสักสวีเดน ชนะคะแนน!!!

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

The girl with dragon tattoo (2011)


The Girl with the dragon tattoo พยัคฆ์สาวรอยสักมังกร

Director: 

David Fincher

Writers: 

Steven Zaillian (screenplay), Stieg Larsson(novel)
หนังฮอลลีวู้ด ที่สร้างมาจากนวนิยายขายดี The Millennium โดยก่อนที่ฮอลลีวู้ดจะนำมาสร้าง ทางสวีเดนก็ได้ทำการสร้างสาวรอยสักออกมาเป็นภาพยนตร์แล้วถึง 3 ภาค
1.The girl with dragon tattoo (Sweden) http://www.imdb.com/title/tt1132620/
2. The girl who played with fire http://www.imdb.com/title/tt1216487/
3. The girl who kicked the honet's nest http://www.imdb.com/title/tt1343097/
(ใครอยากหาชมก็พอหาซื้อแผ่นแท้ตามร้านแมงป่องได้อยุ่ครับ)
โดยหนังจัดอยู่ในหมวด Crime Drama Mystery ที่มีทั้งบทสอบสวนสืบสวนที่ชวนลุ้น เรื่องราวชวนสยองลึกลับ และ ดราม่าที่ทั้งรันทด มืดมน เป็นบรรยากาศหนาวเย็น เครียด เกร็ง จริงจัง ต้อนรับปีวใหม่ที่ดี

เนื้อเรื่อง : มิเกล บ.ก.นิตยสาร ที่กำลังตกเป็นข่าวจากการยื่นฟ้องบริษัทยักษ์ใหญ่แล้วถูกฟ้องกลับ ได้รับข้อเสนอในการตามให้เขียนชีวประวัติให้กับ เฮนริค เวเกอร์ มหาเศรษฐีของสวีเดน โดนเนื้อหาหลักของการทำชีวประวัติคือการสืบเรื่องของ แฮรริต หลานสาวที่หายตัวอย่างปริศนาเมื่อ 40 ปีก่อน มิเกลต้อบรับในข้อเสนอ หลังจากสืบเรื่องไปไม่นานมิเกลก็ยื่นข้อเสนอขอผู้ช่วยในการมาตามสืบเรื่อง ทางตระกูลเวเกอร์จึงเสนอ ลิสเบซ สาวรอยสักที่ทางเวเกอร์ได้จ้างให้สืบเรื่องของมิเกลมาก่อนที่ เวเกอร์จะตกลงจ้างมิเกล ให้มาช่วยเหลืออีกแรง ซึ่งทางลิสเบซเป็นคนที่มีความจำเป็นเลิศ และเป็นมือเซียนทางด้านคอมพิวเตอร์ เธอเป็นเด็กอุปถัมภ์ที่ต้องดูแลโดยรัฐ และมีเจ้าหน้าที่รัฐที่คอยเบียดเบียงเรื่องเพศกับเธอเป็นผู้ดูแล ทั้งคู่มาจับคู่กันเรื่องราวลึกลับของตระกูลเวเกอร์ก็ค่อยๆคลี่คลายลง...


พูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ จากใจคนที่ไม่ได้อ่านนิยาย และดูเว่อร์ชั้นสวีเดนไม่จบ

1. ภาพหนังของเรื่อง บรรยากาศที่ดูหนาวเหน็บ ไม่ว่าจะฉากหิมะ ตัวเมือง บรรยากาศในบ้าน มุมภาพในหนังตอนต่างๆ ล้วนพาให้เราหนาวเหน็บ มืดมน ลึกลับ ไปกับหนัง

บรรยากาศภาพหนาวๆ ที่ชวนให้หนังดาร์ก ดาร์กมากขึ้น
2. Rooney mara ในบทสาวรอยสักมังกร ที่ต้องชูฮกให้กับเธอที่ทำให้รู้สึกถึงอารมณ์ตัวละครที่ หดหู่ รังเกียจ หมดหวัง ในช่วงแรก จนมาเจอกับ มิเกล ทำให้เธอดูมีหลายมิติมากขึ้น เป็นหญิงสาวธรรมดาที่ต้องทำเปลือกนอกให้แกร่งเพื่อไม่ให้ใครมาทำร้าย และบทสก๊อยสาวพังค์ที่เล่นได้เนียนจนลืมหน้าสวยๆของเธอในเรื่องก่อนๆไปจนหมด (นึกไม่ออกก็เป็นสาวที่หักอกพี่ มาร์ค ใน Social Network) ในหนังยังมีฉากเปลืองตัวกับเรือนร่างของเธอให้ดู 2-3 ฉาก เอาไว้แก้เครียด

ฉากสาวรอยสักกับลุคหญิงที่ทำให้ในโรงมีเสียง หือ!!

Rooney mara ตัวจริง สวยไม่เหลือเคล้าสาวพังค์


3. บทของผู้ดูแลที่ใช้หน้าที่การงานของตัวเองมาบีบบังคับ(ใช้ในทางมิชอบ) ผู้ดูแลที่คอยเอาเปรียบโดยการเขียนรายงานเบื้องบนที่ไม่ดี และไม่ชอบให้ ลิสเบซ ใช้เงินที่ตัวเองหามา ถ้าลิสเบซจะเบิกเงินจะต้องแลกกับการ กระทำทางเพศกับตน ซึ่งในโลกชีวิตจริงก็ยังคงมีคนประเภทนี้อยู่ ซึ่งในหนังแต่ละฉากที่ลิสเบซถูกเอาเปรียบ ผู้หญิงหลายคนในโรงคงรับไม่ได้ ต้องปิดตาหรือหันหน้าหนี เพราะผู้ชายบางคนยังไม่อยากดู แต่ในฉากที่ลิสเบซได้เอาคืนคงเป็นฉากที่สะใจทุกคน


IMDB : 8.2/10
Rotten Tomatoes : 86%
Makopoto : 9/10
(เหมาะกับคนชอบหนังสือสวน สอบสวนที่เนื้อหาจริงจัง และแง่มุมมืดๆของเพือนมนุษย์ด้่วยกัน)

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

Midnight in Paris



Midnight in Paris

หนังที่ Paisit Sirilertsakul แนะนำ และชวนไปดู

เนื้อเรื่อง : เรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่งที่กำลังจะแต่งงานกันเร็วๆนี้ บินมาปารีสพร้อมกับครอบครัวของฝ่ายหญิง เนื่องด้วยเหตุผลทางธุรกิจ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าการมาปารีสจะเปลี่ยนชีวิตของคนทั้งคู่ไป จากชายหนุ่ม ที่เป็นนักเขียน ซึ่งรักในศิลปะ และจำต้องใช้เวลาส่วนตัวและความเงียบในการแต่งผลงาน กับ หญิงสาว ที่ดูจะรักสังคมรักปาร์ตี้ซะเหลือเกิน แล้วแถมจะไม่ค่อยชอบศิลปะเท่าไหร่นัก แถมยังมีตัวแปรที่เป็นหญิงสาวอีกคนที่รักในงานศิลปะ และดูจะเข้ากันกับมากกว่า และเพื่อนใหม่แปลกหน้าที่มาพร้อมกับมิตรภาพที่พยายามจะผลักดันให้งานเขียนของเขาเป็นที่รู้จัก และคอยให้กำลังใจกับงานเขียนที่ดูจะไม่เป็นตามที่พูดเท่าไหร่ เขาต้องตัดสินใจทำในหลายๆสิ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล แต่สิ่งหนึ่งที่มันจะไม่เปลี่ยนแน่ๆคือ เขารักปารีส เมืองของจิตรกร และนักเขียนช่างฝัน




ขอพูดถึงหนังเรื่องนี้ 
- ชอบมากกับภาพของหนัง และเสียงเพลงประกอบ บทเพลงที่ใช้ในเรื่อง ช่วยขับบรรยากาศให้โรแมนติก สวยงาม หลงใหล ปนเสน่ห์ไปกับหนังไปกับปารีส (แม้คนที่ไปส่วนใหญ่จะบ่นกันเสียงเดียวว่ามันสกปรก)
- ฉากเปิดตัวหนัง ที่เป็นฉากมุมปารีสทีละมุม ทีละมุม จากไก่โห่ยันพระอาทิตย์ลับตา น่าหลงใหล และ ชวนให้ไปเหยียบซักที
- ตัวหนังเป็นหนังที่มีบทสนทนาเยอะมากเรื่องหนึ่ง ซึ่งต้องชมคนเขียนบทที่ทำประโยคสนทนาออกมาได้ดู นั่งฟังนั่งอ่านแล้วไม่เบื่อ
- ประเด็นที่สอดแทรกมาของหนังที่ผมว่าทุกคนคงต้องเคยคิดถึงมัน แต่สิ่งไหนเล่าจะดีเท่ากับปัจจุบัน การหลงใหลอดีตไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิดแต่การเลือกที่จะจมอยู่กับอดีตแล้วไม่สนปัจจุบันนั้นอาจผิดก็ได้
- การเดินเล่นยามราตรีใน Paris ถ้าเรื่องราวที่พระเอกไปเจอไม่ใช่..... สิ่งนั้นก็อาจเป็นการสะท้อนถึงเรื่องของจินตนาการที่เดินออกไปยามราตรี ผ่านสถาปัตที่สวยงามโบราณ และน่าหลงใหล
-  เพิ่มเติม อีกประเด็นของหนังที่แฝงมา จิล คิดว่าการเดินตากฝนกลางปารีสมันโรแมนติกดี และสวยงามยิ่งกว่าไหนๆ มันอาจสะท้อนถึงความชอบ ความชอบของแต่ละคน สุดท้ายของหนัง ของเรา ของทุกคน "ใครละจะเดินกลางฝนไปกับเรา"

* ถ้าใครอยากหาหนังที่ไม่ตึงตัง โครมคาม อยากปล่อยจิตใจชมหนังสบายๆ ภาพสวย เพลงเพราะ ลองไปเดินเล่นยามราตรีที่ปารีสดูครับ 
** หนังเข้า SF Central World ทีเดียวนะครับ

IMDB : 7.8/10
Rotten Tomatoes : 93%
Makopto : 9/10