แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รีวิว แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

LOOPER (2012)


LOOPER (2012)

ความรู้สึกของหนังคล้ายกับ Inception ตรงที่
1.ตอนจบปล่อยให้คนคิดต่อ
2.ตัวอย่างดูแล้วไม่ได้บอกแนวทางของหนังได้เท่าไหร่
3.เนือหา แนวคิด อัดแน่นเต็มเอียดมากับฉาก แอคชั่น

โดยหลังดูจบ ความรัก อนาคต การตัดสิน คือ 4 เรื่องที่อยากพูดถึง
1.ความรัก - ความรักเป็นพลังที่ทรงพลังแม้ตัวแทนของมันจะเป็นสีชมพู น่ารักหวานแหวว แต่ในความน่ารักมันก็มีด้านมืดของมัน คือ การยึดติด หลง อยู่กับความรัก และมันช่างทรงพลังไม่แพ้กัน

2. อนาคต - อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน เชื่อว่า มีหลายคนที่อยากรู้อนาคตและไม่อยากรู้พอๆกัน ที่อยากรู้เป็นเพราะเราอยากโกง ถ้ารู้ว่าทำนี้แล้วเก่งจะได้ทำอย่างนี้ไปเลย ถ้าทำอย่างนี้แล้วไม่รอดจะได้ไม่ทำ การรู็อนาคตก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงปัจจุบันและ อนาคตนั้นก็เปลี่ยนไปอยู่ดี

3.การตัดสิน - บางครั้งเราก็หลงลืมไปตัดสินคนรอบตัว เขาต้องเป็นอย่างนี้ เขาต้องเป็นอย่างนั้น เธอต้องทำอย่างนี้ซิ ต้องไม่ทำแบบนั้นนะ เพราะเราลืมไปว่าเขานั้นมีสิทธิ์เลือก แม้จะเป็นตัวเราในอดีต ก็มีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง ไม่ใช่ให้ตัวเราในอนาคตมาสั่ง

4.สภาพแวดล้อม - ประเด็นนี้คล่ายกับหนังเรื่อง Chronicle ที่พูดถึงเด็ก ที่เปลี่ยนแปลงไปในสภาพแวดล้อมที่ต้องเผชิญ

และในตอนจบ หลายคนเถียงกันว่าจะเป็นยังไงต่อ ก็คงต้องบอกว่า ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของอนาคตไปเตอะ

*** คำที่ปิดบนโปสเตอร์หนังฉบับไทย "เขาถูกตัวเองในอนาคตตามล่า" ต้องเปลี่ยนเป็น "เขาต้องตามล่าตัวเองในอนาคต" น่าจะถูกต้องกว่า

IMDB : 8.2
Rotten tomato : 93%

ARGO (2012) เบื้องหน้าเบื่องหลัง ใครเล่าจะรู้


ARGO (2012)
หนังสารคดีที่อิงจากเรื่องจริง ของหน่วย CIA ที่ต้องเข้าไปช่วยตัวประกันชาวอเมริกัน 6 คนที่ติดอยู่ในการประท้วงในประเทศอิหร่าน โดยการปลอมตัวเข้าไปแสร้งถ่ายภาพยนตร์

2 ชั่วโมงใน ลิโด้
แม้ตัวเอกจะเป็นสายลับ แต่เนื้อหาไม่ได้สนุกสนาน ตื่นเต้น แอ๊คชั่น เหมือนหนังสายลับที่เรารู้จักกันโดยทั่วไป ที่มีรหัสเป็นชื่อบ้าง ตัวเลขบ้าง อะไรบ้าง

หนังจู่โจมคนดูด้วยความเครียด และความจริงจัง (สถานะการณ์ในหนังถ้าฉายก่อนหน้านี้ซักปี 2 ปีคงโดนแบนในประเทศเราแน่นอน) การประท้วงที่รุกรามเป็นความรุนแรง

หนังเดินเนื้อเรื่องเริ่มจากต้นเหตุของการประท้วง ไปจนเหตุการณ์ที่เริ่มบานปลาย การวางแผนเข้าช่วยเหลือของหน่วยงานรัฐ การลงพื้นที่จริง และ จบโดยการเล่าถึงเหตุการณ์จริงและรูปภาพจากเหตุการณ์ประกอบ (เพราะฉะนนั้นจอดำแล้วอย่ารีบออกจากโรง)

ความเครียมจริงจังของหนัง ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เครียดที่สุดที่ดูมาในรอบปี แม้จะมีมุขตลกบ้างบางช่วงแต่ไม่ได้ทำให้ความเครียดหายไป แค่ลดแผ่วลงนิดหน่อยเท่านั้นเอง
ความเครียดของหนังทำได้ดีจากหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นสถานะการณ์ที่ผู้ประท่วงบุกจู่โจม
ความหวาดระแวง การหลบภัยที่ต้องอยู่อย่างๆหลบๆซ่อนๆ จนถึง ภาษาการสื่อสาร
การที่ถูกคนใส่สุดทหาร หน้าตาดุดัน มีอาวุธอยู่ในมือ ตะโกนโฮกฮ้ากอยู่ตรงหน้าด้วยภาษาที่ไม่รู้จัก แม้จะบอกว่า "ฉันรักเธอ เธอน่ารักจัง จุบุจุบุ" แต่เมื่อไหร่ไม่เข้าใจ ความกดดันก็พร้อมเข้าถาโถมเพราะตัวเราคิดว่าแมร่งเล่นตูแน่

แต่หนังจากอเมริกาก็ไม่พ้นอวยประเทศตัวเอง พยามยามพูดถึง มนุษยธรรม ความเป็นเสรี การปฏิบัติ และการยกย่องคนทำความดี หนังพูดถึงสิ่งดีๆของอเมริกาแทบทั้งหมด แล้วโยนความผิดไปให้ทางอิหร่าน ทั้งทีต้นเหตุของเรื่องราวเกิดจากการ แทรกแซงเข้าไปปลดประธานาธิบดีของอิหร่าน แล้วแต่งตั้งกษัตริย์ไปปกครองแทน (ให้เดาน่าจะเป็นเพราะผลประโยชน์จาก ทองคำสีดำ)
จนประชาชนต่อต้าน ขับไล่กษัตริย์ และประท้วงขอให้ส่งผู้กระทำความผิดกลับมาลงโทษ

แต่ถึงกระนั้นกระนี้ เรื่องจริงเบื้องหลังก็ไม่มีใครรู้ แค่เรื่องในประเทศเราเองเรายังไม่รู้ความจริงเลย จะไปถามหาถึงอิหร่าน สหรัฐ ของเรื่องหลายสิบปีก่อนก็ไกลเกินไป
ขอแค่บทเรียนจากเรื่องเก่าๆ ส่งข้อคิด เป็นแนวทางต่อคนรุ่นใหม่ ถึงการอยู่ร่วมกันได้ แม้เห็นต่าง เท่านี้ที่ประวัติศาสตร์จะทำได้ก็พอ

IMDB : 8.2
Rotten tomato : 94%

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

ATM เออรัก เออเร่อ (2012)


หนังเรียกเสียงฮา ฉลองปี 555 ที่ได้พระเอกมาดร้ายมุกเพียบ เต๋อ มารับบทพนักงานแบงค์
ที่ออกมาฉากแล้วแบบไม่มีอะไรคนในโรงก็ฮากันแล้ว

สำหรับเนื้อเรื่องก็เป็นดั่งตัวอย่างหนัง เสือกับจิ๊บเป็นแฟนกัน ซึ่งบริษัทแบงค์ที่ทั้งคู่ทำงาน ห้ามพนักงานคบหาดูใจกันเด็ดขาด ถ้าจับได้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องลาออก จิ๊บที่เป็นหัวหน้างานหลังจากพึ่งไล่พนักงานคนหนึ่งออกเพราะฝ่าฝีนกฏก็ทนไม่ไหวมาระบายใส่กับเสือ ทำให้เสือต้องแก้ปัญหาด้วยการขอแต่งงานอย่างสุดละหุก แต่หลังจากที่ทั้งคู่ตกลงจองวันงานเสร็จ ATM ของธนาคารที่ทำงานอัพเดทซอฟแวร์ใหม่ก็เกิดปัญหาจ่ายเงินเกินขึ้น เสือจึงอาสาออกไปทวงเงินที่คนกดเกิดไปกลับมาโดยแลกกับการที่ จิ๊บจะต้องลาออกถ้าเขาทำสำเร็จ และถ้าไม่เขาจะลาออกเอง......

ปื้ดกับก๊อบ นักรักรุ่นเล็กกับท่าบอกรักความเสี่ยว 5 กะโหลก ถ้าเดินสยามเห็นเด็กบอกรักท่านี้
แล้วอีกฝ่ายไม่วิ่งหนี จะขอมอบโล่ให้กับท่านผู้กล้า
เพื่อนซี้ทั้งในภาพยนตร์ ละครทีวี นอกจอ กับฉากตีปิงปองที่ฮาระดับ 5 กะโหลก 
แม้หนังจะมุ่งไปที่ความสนุกสนาน หัวเราะ ตลกจิตใจเบิกบาน แต่ก็ยังมีแง่คิดที่แทรกตัวอยู่ในเสียงหัวเราะ
- ความโชคดี คำว่าโชคดีหลายคนคงอยากได้โชคที่ดี แต่ใครจะรู้ว่าในโชคนั้นจะมีคนอื่นที่เดือดร้อน หรือ โชคร้าย ในโชคดีของเราหรือเปล่า ในหนังให้คนเจอเงินที่กดเกิดจาก ATM เป็นคนโชคดีและ คนพนักงานแบงค์เป็นคนที่โชคร้าย ซึ่งในชีวิตจริงเราก็คงได้เจอกับเหตุการณ์อย่างนี้บ้างอย่าง การเจอของตก
- การแข่งกันเอาชนะ พระเอกนางเอกแม้จะพยายามแข่งกันเอาชนะ ในบ้างครั้งชีวิตมันก็ต้องเอาชนะแต่เราก็ต้องไม่ลืมเรื่องที่สำคัญกว่าผลของการแข่งขัน (ในบางฉากอาจต้องขึ้นคำเตือนคู่รักไม่ควรเลียนแบบเพราะอาจรุนแรงเกินไป)

คู่รักที่ไม่มีใครยอมใคร จิ๊บเสือแม้จะเถียงจะแข่งกันอยู่ตลอดเวลา
แต่เอาจริงๆก็รักและคอยช่วยเหลือกัน

จากการที่ผู้กำกับทำหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ ประสบความสำเร็จและ เต๋อ ในบทบาท กวน มึน โฮ ที่ติดตา ทำให้การดู ATM จะเห็นภาพแทรกของ 2 เรื่องบนมาเป็นแว๊บๆบางฉาก
รถไฟฟ้ามาหานะเธอ - องค์ประกอบของเรื่อง รักรุ่นใหญ่ 1 คู่ รุ่นเล็ก 1 คู่
- สาวน้อยใน ATM คือ ก๊อบ มาชอบพระเอก และไปผิดใจกับ ปื้ด คล้ายๆในรถไฟที่ แพตตี้ชอบเคนแล้วแอบผิดใจกับ คริส หอวัง
- ฉากจบที่ปิ้วให้เศร้า นางเอกพระเอกแยกทางกัน ก่อนจะกลับมาเจอกันอีกครั้ง
กวน มึน โฮ - เพราะความเป็นเต๋อ และ คาเร็กเตอร์ที่เหมือนกันของพระเอกทั้ง 2 เรื่อง คือ ยียวน ตลก น่ารัก ทำให้หลายๆฉากน่าคิดว่า หรือจะเป็นคนคนเดียวกัน ช่วงทำงานแบงค์คือตอนรอติดต่อจาก หนูนา
- ฉากบอกรักนางเอก ผมรักคุณ ผมจึงยอมเป็นคนที่แพ้ ฉากนี้หล่อไปเลย


สำหรับพี่โจ๊ก ในตัวอย่างเหมือนจะมาเป็นตัวละครที่บทบาทสำคัญในการป่วนคู่รักพระนาง
แต่เอาเข้าใจบทไม่มากอย่างที่คิด และส่วนใหญ่ก็ไปอยู่ในตัวอย่างซะเกือบหมด
- ใครที่ชอบพี่โจ๊กรับประกันเล่มเต็ม มาเต็มกับความเป็น บร๊ะเจ้าโจ๊ก
= ใครไม่ชอบพี่โจ๊ก บทบาทก็ไม่เยอะขนาดที่จะให้ทำเราตัดสินใจไม่ไปดูเพราะเรื่องนี้ ลองไปดูก่อนอาจเปลี่ยนใจ

สำหรับหนังเรื่องนี้ 
IMDB : ไม่มีข้อมูล
Rotten Tomatoes : ไม่มีข้อมูล
Makopoto : ขอให้ความฮา 5 กะโหลก
เสี่ยว 4 กะโหลก
เนื้อหา 3 กะโหลก
(ใครจะบอกหนังดีคือหนังเครียด หนังแง่มุมเยอะๆ แต่หนังเบาๆที่เข้าไปดูหนังออกมาพร้อมเสียงหัวเราะและสุขภาพจิตที่ดีขึ้น สำหรับผมหนังแบบหลังก็เป็นหนังดีเหมือนกัน)

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

Mission: Impossible - Ghost Protocol (2011)


Director: 

Brad Bird

การกลับมาอีกครั้งของหนังสายลับ พร้อมทำนองฝังหู ตึง ตึง ตึง ตึ้ง ตึง
เนื้อเรื่อง : อีธาน ฮันต์ สุดยอดสายลับ กลับมาลับภารกิจเสี่ยงตายอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขากับเพื่อนจะต้องทำภารกิจโดยลำพัง ไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาล อีธาน ต้องต่อสู้กับ ดอกเตอร์เฮนดริก อาชญากรตัวร้ายจอมวางแผนที่ต้องการจะปล่อยอาวุธนิวเคลียร์โดยมีความเชื่อว่า นิวเคลียร์จะนำมาซึ่งความสันติ อีธานกับเพื่อนจึงต้องออกเดินทางเพื่อหยุดแผนร้ายนี้...


รายชื่อผู้ร่วมทีมสายลับ
1. สายสวยประจำทีม สายลับคาร์เตอร์ Paula Patton (Mandy ใน Hitch และ นางเอกใน Dejavu)
2. ผู้ช่วย IT Simon Pegg (คู่หูตำรวจบ้าจาก Hot Fuzz)
3. เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูล Jeremy Reener (พระเอกจากหนังออสการ์กู้ระเบิด Hurt Locker)

Paula Patton กับชุดสุดสวยกับบทบาทล้วงรหัสจากมหาเศรษฐี
Michael Nyqvist จากพระเอกในเรื่อง The girl with dragon tattoo (Sweden)
มาเป็นอาชรญากรตัวร้ายใน Mission 4
Lea Seydoux ในบทนักฆ่ารับจ้างที่น่ารักเกินกว่าจะฆ่าใครได้
บทเธอเปิดตัวเหมือนตัวละครสำคัญแต่ฉากจะไปก็ไปซะงั้น
วัย 50 แต่หุ่นยังฟิตอยู่

สำหรับหนังสายลับตระกูล MI สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ฉากบู๊สุดมันส์ กับ อุปกรณ์ไฮเทค ในภาคนี้มีฉากใหญ่ๆหลายฉาก ไม่ว่าจะเป็นฉากที่ อีธานต้องปีนตึก เบิร์จดูไบ (ตึกที่สูงที่สุดในโลก) ฉากพายุทะเลทราย ฉากระเบิดที่รัสเชีย และอุปกรณืไฮเทคที่ทีมพระเอกนำมาใช้ อย่างถุงมือตุ๊กแก(ดูดติดพื้นที่ใช้ตอนปีนตึก) รถยนต์คันหรูในอินเดีย (จริงๆรถหรูทุกคัน) อุปกรณ์ทำเสียงน้ำหยด และที่เจ๋งที่สุดขอยกให้ อุปกรณ์ทำฉากหลอกตาในตอนเข้าไปขโมยข้อมูล

บูดาเปสต์ เหมือนจะเป็นเมืองสำคัญของเหล่าสายลับเพราะหนังที่เข้าพร้อมๆกันอย่าง Tinker Tailor Soldier Spy เนื้อเรื่องบางส่วนก็ไปอยู่ที่ บูดาเปสต์
ทำให้น่าสังเกตุหนังชนโรงปลายปีต้นปีนี้ มีความเกี่ยวพันกันเหลือเกิน 
- Sherlock กับ Mission ที่มีตัวร้ายต้องการทำสงครามเหมือนกัน
- Sherlock กับ Mission เอาตัวเอกของเรื่อง The Girl With Dragon tattoo มาแสดงนำ หนึ่งดี หนึ่งร้าย
- อีธาน ฮันต์ กับ เชอร์ล๊อค โฮล์ม ผมว่าบทบาททั้งคู่เหมือนกัน เหมือนเป็นสายลับทั้งคู่
- สถานที่เหตุการณ์ Tinker Tailor กับ Mission ณ บูดาเปสต์
- Tinker & Mission เหตุการณ์เกิดเพราะ สายลับถูกยิงตายขณะปฏิบัติงาน
- Tinker & Mission ทีมพระเอกถูกลอยคอปฏิบัติการเงียบ หนึ่งสืบเรื่องภายใน หนึ่งตามจับผู้ร้าย

ฉากปีนตึกเบิร์จดูไบ
อีธานกับการปลอมตัวเป็นนายพลรัสเชีย
 IMDB : 7.7/10
Rotten Tomatoes : 93%
Makopoto : 8/10 (ตัวละครอีธานยังคงเป็นตัวละครต้นแบบที่สมบูรณืพร้อมทั้งบุ๊นบู้ เสียสละ มีสติ เป็นผู้นำ จนไม่เห็นด้านมืดของตัวละครเช่นเคย ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆจะมีสิ่งที่ฝังอยู่ในใจเป็นปมอยู่ทุกคน)




Sherlock Holmes: A Game of Shadows (2011)




Sherlock Holmes : A Game Of Shadow

Director: 

Guy Ritchie

แม้จะชื่อเดียวกัน นักแสดงชุดเดียวกัน แต่ภาคแรกกับภาคสองไม่ได้มีความต่อเนื่องกันสำหรับคนที่จะไปชมหายห่วงสามารถดูภาคสองได้อย่างสบายใจครับ 

สำหรับภาคนี้ เชอร์ล๊อค โฮล์ม จะเจอกับคู่ปรับใหม่คือ ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ ที่ไอรีนกล่าวเตือนกับโฮล์มไว้ว่า 'อย่าประเมินเขาต่ำเกินไป เขาฉลาดปราดเปรื่องพอๆกับคุณ แต่ชั่วร้ายกว่า' โฮล์ม ต้องคอยแก้เกมส์และหยุดยั้งแผนการร้ายของ ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ ด้วยความร่วมมือจาก วัตสัน คู่หูคนสนิทที่ภาคนี้ได้แต่งงานและเกือบจะได้ไปฮันนูมูน ก็ต้องโดนโฮล์มลากมาเจอเรื่องวุ่นๆเสียก่อน อีกคน คือ สาวยิปซี มาดามซิมซา ที่เข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้เพื่อตามหาพี่ชายที่หายไป..... 


 ตัวละครหน้าใหม่ใน A Game Of Shadow
Mycroft พี่ชายของโฮล์ม ฉลาดกว่าและขี้เกียจกว่า

ผู้ร้ายของภาคนี้ ศาตราจารย์มอริอาร์ตี้
 ศาสตราจารย์เจมส์ มอริอาร์ตี้ (อังกฤษ : Professor James Moriarty) เป็นตัวละครหนึ่งในเรื่องเชอร์ล็อก โฮลมส์ ของเซอร์อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ เป็นศัตรูตัวฉกาจของโฮลมส์ คอยชักใยอยู่เบื้องหลังคดีหลายคดี แต่ไม่เคยมีใครจับได้ มอริอาร์ตี้เป็นผู้มีอำนาจขนาดว่าสามารถทำให้ทั่วยุโรปสั่นคลอนได้ ถูกขนานนามว่า นโปเลียนแห่งโลกอาชญากรรม มีสหายคนสนิทชื่อพันเอกมอแรน มอริอาร์ตี้เสียชีวิตที่น้ำตกไรเคนบาค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม
ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ยังเคยปรากฏตัวในยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ฉบับภาพยนตร์ ภาคปริศนาบนถนนสายมรณะ ในเกมโคคูนที่โคนันและเพื่อนๆเล่น โดยเป็นผู้เลี้ยงดูและเสี้ยมสอน แจ็กเดอะริปเปอร์ ให้เป็นฆาตกรที่โหดเหี้ยม
ใน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ดับแผนพิฆาตโลก (พ.ศ. 2552) ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ปรากฏตัวในความมืด เป็นผู้จ้างวานไอรีน แอดเลอร์ (ภายหลังมีการเปิดเผยว่าชื่อ มอริอาร์ตี้) และใน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เกมพญายมเงามรณะ (พ.ศ. 2554) ศาสตราจารย์มอริอาร์ตี้ แสดงโดยนักแสดงชาวอังกฤษ จาเร็ด แฮร์ริส

Noomi Rapace ในบทสาวยิปซี

Noomi Rapace กับบทสาวยิปซีตัวช่วยไขคดีให้กับโฮล์ม และเป็นตัวละครเด่นในภาคนี้ เธอสลัดบทสาวพังค์ร๊อคจาก The girl with dragon tattoo (Sweden) จนไม่เหลือเคล้าให้ติดตา


AND JOKER From The Dark Knight







          พูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้
2 คู่หู วัตสัน ที่ไม่อ้วนลงพุง และ โฮล์ม NO Smoke
โรเบิร์ตยังรับบทเป็น นักสืบชื่อดังเชอร์ล๊อค โฮล์ม ที่ไม่สูบไปป์ แต่จะยียวนกวนประสาท จักกิด วัตสัน คู่หูของเขาแทน ซึ่งนี่เองที่เป็นเสน่ห์ทำให้คู่หูคู่นี้กอบโกยรายได้จากภาคแรกไปกว่า 500 ล้านเหรียญ  
การเผชิญหน้าครั้งแรกของ พระเอกและตัวร้าย
การเผชิญหน้าของพระเอกและตัวร้ายที่มีมันสมองพอๆกัน ในฉากสุดท้ายที่เป็นการดวลหมากรุก ทำออกมาได้ดีมาก และสิ่งที่น่าสงสัยคือ โฮล์มกับมอริอาร์ตี้น่าจะเป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกันจากการเล่นหมากรุกโดยไม่ใช้กระดาน และ พลังอ่านความคิดล่วงหน้า 

สำหรับโฮล์มภาคนี้ดูเหมือนกับมีความเกี่ยวพันกับหนังหลายๆเรื่องที่เข้าพร้อมๆกัน
Mission Impossible 4 : บทบาทของโฮล์มเป็นเหมือน อีธาน ฮันต์ ที่มาเก่งทั้งบุ๋นและบู๊ วางแผนต่อสู้กับจารชน นักสืบ(สายลับ) จากลอนดอน
ผู้ร้าย : ศาตราจารย์มอริอาร์ตี้ และ ศาตราจารย์เฮนดริก นักวิทยาศาตร์ อาจารย์ ผู้บรรยาย ที่มาเป็นตัวร้ายวางแผนให้เกิสงคราม คนหนึ่ง ใช้การลอบสังหาร อีกคนใช้อาวุธนิวเคลียร์
นักแสดง : จาก The girl with dragon tattoo นางเอก Noomi Rapace จากบทสาวพังค์มาเป็นสาวยิปซี
Michael Nyqvist พระเอกจากเรื่องเดียวกันมาเป็นตัวร้ายจาก MI4

หรือ โฮล์มจะคือต้นกำเนิดของสายลับลอนดอน O_O

IMDB : 7.7/10
Rotten Tomatoes : 60%
Makopoto :  7/10 ดูเอาความสนุกสนานได้ แต่อย่างว่าโฮล์มดูจะเป็นสายลับนักบู๊มากไปหน่อย

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

‘รอยสักเทคโน (US) VS. รอยสักสวีเดน BY ผมอยู่ข้างหลังคุณ





หลังจากดูทั้งสองภาคแล้ว และไปอ่านเจอของคุณหมอ 'ผมอยู่ข้างหลังคุณ' อยากเอามาแชร์ให้อ่านกันครับ


ความแตกต่าง และ ผลการชกระหว่าง ‘รอยสักเทคโน (US) VS. รอยสักสวีเดน’

ยก 1 : การเปิดเรื่อง & ดนตรีประกอบ : แน่นอนว่า Opening sequence แบบเจมส์ บอนด์ ของเวอร์ชั่นUS รวมถึงดนตรีประกอบแบบเทคโนจ๋าตลอดเรื่อง ทำให้รอยสักเทคโน กินขาดแบบไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ ความแนวๆ เป็นดาบสองคม มีผลส่งกระทบไปถึงยก 10 ที่เขียนไว้ด้านล่าง : 

ผลยกนี้ รอยสักเทคโน Win

ยก 2 : ความสัมพันธ์ของ มิเกล กับ ครอบครัวแวกเน้อร์ : ในรอยสักสวีเดน มิเกล เคยเป็น เด็กน้อยที่แฮเรียตเคยดูแล แต่ รอยสักเทคโน ไม่ได้เกี่ยวกันเลย : 

ผล draw (จะสนิทหรือไม่สนิทก็ไม่ได้ช่วยอะไรหนังมากนัก)

ยก 3 : ความสำคัญของลูกสาวมิเกล :ในรอยสักเทคโน มีบทบาทมากขึ้น แถมยังมาช่วยเฉลยปริศนาสำคัญที่พ่อแก้ไขไม่ได้ ในขณะที่เวอร์ชั่นสวีเดน มีลูกก็เหมือนไม่มี : 

ผล รอยสักเทคโน Win (เพราะความสัมพันธ์พ่อ-ลูก ถือว่าเป็น แก่นสำคัญของหนังชุดนี้ และ อาจจะใช้ขยายต่อได้ในภาคถัดๆไป)

ยก 4 : สตรีมีรอยสัก : รูนี่ย์ ประสบความสำเร็จที่ทำให้คนดูไม่รู้สึกว่าเธอเทียบกับ นูมิ ไม่ได้ เพราะ รูนี่ย์ สร้างคาแรคเตอร์ใหม่ ซึ่งก็เข้ากับตัวหนังที่ดัดธีมเปลี่ยนไป ความต่างของสตรีมีรอยสักสองคน คือ 

คนหนึ่งเหมือนสก๊อยสาวเทคโน พบรักครั้งแรกแล้วใจสลาย ส่วนอีกคนเป็น พั๊งค์สาวคนชายขอบ ที่ชีวิตนี้ “โดนมาเย๊อะ เจ็บมาเย๊อะ” : 

ผล : กรรมการรักรูนี่ย์ มาร่า แต่ตัวละครที่เธอเล่นยังไม่ได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสุดๆ เหมือน เท่า รอยสักสวีเดนที่ Win ในแง่การสร้างตัวละครที่น่าจดจำคนหนึ่งในโลกภาพยนตร์ ชนิดที่ยากจะลืมลง

ยก 5 : สัมพันธ์สวาท มิเกล-ลิสเบธ : เวลาดูเวอร์ชั่นสวีเดน รู้สึกได้เลยว่า มันไม่ใช่แค่ ‘การตกหลุมรักแบบชายหญิง’ แต่ มิเกล คือ คนที่ยอมรับ ไม่คุกคาม และ ห่วงใยเธอต่างจาก ผู้ชายทุกคนที่พบ ซึ่งเซ็กส์ที่เธอมีสะท้อนความเป็นหญิงที่ไม่ใช้เบี้ยล่างเพศชาย การควบคุมทุกอย่าง ตั้งแต่เข้ามา , ท่วงท่าออนท็อป , เสร็จแล้วไม่สนอีกฝ่ายก็จากไป ไม่ยอมนอนห้องเดียวกันในตอนแรก

แต่เวอร์ชั่นอเมริกัน คล้ายกันแต่ไม่ชัดเจนเท่า สะท้อนความเป็นหญิงที่เปราะบางกว่า มีความ feminine ชัดเจนกว่า เน้นเป็นอารมณ์ประมาณว่า ‘อยากบอกเธอ รักครั้งแรก’ 

ซึ่งผลลัพธ์ความสัมพันธ์ที่ออกมา ทำให้ ภาพรวมของ รอยสักสวีเดน มันมีประเด็นที่สอดคล้องกับที่มาของชื่อต้นฉบับ Men hate women และ ผู้หญิงคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับการถูกกระทำ มากกว่าของอเมริกันที่จะหนักไปทาง ความรัก

ผล : รอยสักสวีเดน Win

ยก 6 : เผาหรือไม่เผา? - ฉากสำคัญคือหลังจาก คนที่คุณก็รู้ว่าใคร ประสบอุบัติเหตุเอง แล้วรอยสักยืนอยู่ข้างๆ

รอยสักสวีเดน ต้องลังเลใจว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย และ ไฟก็ไปพ้องกับ ภาพอดีตในวัยเด็กที่เธอเคยเผาพ่อ มันแปลความหมายได้ทั้งการเทียบเคียงอดีต และ การตัดสินใจ ‘ไม่ช่วย’ ที่ไม่ต่างจาก ‘การทำร้าย’ เหมือนที่เธอเคยโดนมาตลอด

แต่ รอยสักเทคโน ไม่ได้มีวินาทีตรงนั้น และ ตัดภาพพ่อทิ้งไป

: ผล รอยสักสวีเดน Win เพราะมี impact มีความหมายมากกว่า

ยก 7 : ไคลแมกซ์ในบ้านฆาตกร - รอยสักเทคโน ดัดแปลงได้เหนือชั้นกว่ามาก การตัดสลับเหตุการณ์ไปมาของ มิเกล กับ ลิสเบธ ที่คนดูเดาไม่ออกว่าเรื่องร้ายจะไปตกที่ใคร , การตัดภาพเรียงต่อๆกัน และ การที่ มิเกล เป็นคนเลือกเข้าไปให้เชือดด้วยตัวเอง มีความคมคาย มากกว่า เวอร์ชั่นสวีเดน ที่เป็นไปตามสูตรนิยายฆาตกรรมสำเร็จรูปจนเกินไป รวมถึง ตอนใช้ก๊าซในห้องทรมาน ก็ดูจะโยงเข้ากับนาซี ได้ดีกว่า เวอร์ชั่นสวีเดน : 

ผล รอยสักเทคโน Win

ยก 8: แฮเรียต - การเฉลยตัวตนแฮเรียต ของฟินเชอร์ ดูเก๋ไก๋ ซึ่งคนไม่รู้เรื่องมาก่อนน่าจะชอบการพลิกแพลงล่อหลอกแบบนี้ มากกว่า ของสวีเดน : ผล รอยสักเทคโน Win

ยก 9: ตอนจบ - ทั้งคู่เปิดทางโยงไปภาคถัดไป แต่ รอยสักสวีเดน ชวนให้เราอยากรู้ว่า ลิสเบธ มีแผนอะไรในการปลอมตัว มีอะไรที่ใหญ่ไปกว่ารอเล่นงานทั้งคู่อยู่ แต่ รอยสักอเมริกัน จบแบบหนังรักชวนเศร้า ชวนให้เราอยากรู้ว่า ลิสเบธ จะสะบัดบ๊อบไปดึงมิเกลมาครองรักกันได้หรือเปล่า : 

ผล รอยสักสวีเดน Win

ยก 10: บรรยากาศ - น่าสนใจที่การผลิตซ้ำไม่ทำเหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เปลี่ยน สัญชาติหนังมาเป็นของตัวเอง ที่ทำได้ดี เช่น Let the right one in ฉบับสวีเดน กับ US ที่ดีทั้งคู่ในอารมณ์ที่ต่างกันไป หรือ Infernal affairs กับ The Departed

แต่ เดวิด ฟินเชอร์ เลือกจะคงบรรยากาศแบบเดิม ซึ่งด้านหนึ่งต้องชมว่าเก่งมาก ที่ทำให้คนดูต้นฉบับแล้วยังดูเวอร์ชั่นใหม่นี้สนุก ด้วยการกำกับที่โชว์ความเหนือชั้นหลายฉาก มีความแกรนด์หรือเนี้ยบหรูหราทั้งงานออกแบบหรือถ่ายภาพ 

แต่สิ่งที่ทำให้ไม่อินมากเท่า ต้นฉบับ คือ การเลือกนักแสดงอเมริกัน พูดภาษาอังกฤษ แล้วพยายามนำเสนอว่า นี่คือ สวีเดน แต่นักแสดงไม่ทำให้เราเชื่อ และ อารมณ์ของหนังก็ยังไม่ทำให้เราเชื่อ (เคร็ก กับ พลัมเมอร์ คือ สองตัวละครที่ดูแล้วรู้สึกแปร่งๆออกมามากที่สุด)

เพราะดูยังไงก็รู้สึกว่า มันเหมือน คนอเมริกัน มาอยู่ในหนังอเมริกัน ที่พยายามบอกว่าเป็นสวีเดนมากกว่า 

บรรยากาศยะเยือก ของ เวอร์ชั่นสวีเดน จึงดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวมากกว่าเวอร์ชั่นนี้ที่มีหลายอย่างแปร่งๆเป็นระยะ : 

ผลรอยสัก สวีเดน Win


Results : ครบ 10 ยก รอยสักสวีเดน ชนะคะแนน!!!

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

The girl with dragon tattoo (2011)


The Girl with the dragon tattoo พยัคฆ์สาวรอยสักมังกร

Director: 

David Fincher

Writers: 

Steven Zaillian (screenplay), Stieg Larsson(novel)
หนังฮอลลีวู้ด ที่สร้างมาจากนวนิยายขายดี The Millennium โดยก่อนที่ฮอลลีวู้ดจะนำมาสร้าง ทางสวีเดนก็ได้ทำการสร้างสาวรอยสักออกมาเป็นภาพยนตร์แล้วถึง 3 ภาค
1.The girl with dragon tattoo (Sweden) http://www.imdb.com/title/tt1132620/
2. The girl who played with fire http://www.imdb.com/title/tt1216487/
3. The girl who kicked the honet's nest http://www.imdb.com/title/tt1343097/
(ใครอยากหาชมก็พอหาซื้อแผ่นแท้ตามร้านแมงป่องได้อยุ่ครับ)
โดยหนังจัดอยู่ในหมวด Crime Drama Mystery ที่มีทั้งบทสอบสวนสืบสวนที่ชวนลุ้น เรื่องราวชวนสยองลึกลับ และ ดราม่าที่ทั้งรันทด มืดมน เป็นบรรยากาศหนาวเย็น เครียด เกร็ง จริงจัง ต้อนรับปีวใหม่ที่ดี

เนื้อเรื่อง : มิเกล บ.ก.นิตยสาร ที่กำลังตกเป็นข่าวจากการยื่นฟ้องบริษัทยักษ์ใหญ่แล้วถูกฟ้องกลับ ได้รับข้อเสนอในการตามให้เขียนชีวประวัติให้กับ เฮนริค เวเกอร์ มหาเศรษฐีของสวีเดน โดนเนื้อหาหลักของการทำชีวประวัติคือการสืบเรื่องของ แฮรริต หลานสาวที่หายตัวอย่างปริศนาเมื่อ 40 ปีก่อน มิเกลต้อบรับในข้อเสนอ หลังจากสืบเรื่องไปไม่นานมิเกลก็ยื่นข้อเสนอขอผู้ช่วยในการมาตามสืบเรื่อง ทางตระกูลเวเกอร์จึงเสนอ ลิสเบซ สาวรอยสักที่ทางเวเกอร์ได้จ้างให้สืบเรื่องของมิเกลมาก่อนที่ เวเกอร์จะตกลงจ้างมิเกล ให้มาช่วยเหลืออีกแรง ซึ่งทางลิสเบซเป็นคนที่มีความจำเป็นเลิศ และเป็นมือเซียนทางด้านคอมพิวเตอร์ เธอเป็นเด็กอุปถัมภ์ที่ต้องดูแลโดยรัฐ และมีเจ้าหน้าที่รัฐที่คอยเบียดเบียงเรื่องเพศกับเธอเป็นผู้ดูแล ทั้งคู่มาจับคู่กันเรื่องราวลึกลับของตระกูลเวเกอร์ก็ค่อยๆคลี่คลายลง...


พูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ จากใจคนที่ไม่ได้อ่านนิยาย และดูเว่อร์ชั้นสวีเดนไม่จบ

1. ภาพหนังของเรื่อง บรรยากาศที่ดูหนาวเหน็บ ไม่ว่าจะฉากหิมะ ตัวเมือง บรรยากาศในบ้าน มุมภาพในหนังตอนต่างๆ ล้วนพาให้เราหนาวเหน็บ มืดมน ลึกลับ ไปกับหนัง

บรรยากาศภาพหนาวๆ ที่ชวนให้หนังดาร์ก ดาร์กมากขึ้น
2. Rooney mara ในบทสาวรอยสักมังกร ที่ต้องชูฮกให้กับเธอที่ทำให้รู้สึกถึงอารมณ์ตัวละครที่ หดหู่ รังเกียจ หมดหวัง ในช่วงแรก จนมาเจอกับ มิเกล ทำให้เธอดูมีหลายมิติมากขึ้น เป็นหญิงสาวธรรมดาที่ต้องทำเปลือกนอกให้แกร่งเพื่อไม่ให้ใครมาทำร้าย และบทสก๊อยสาวพังค์ที่เล่นได้เนียนจนลืมหน้าสวยๆของเธอในเรื่องก่อนๆไปจนหมด (นึกไม่ออกก็เป็นสาวที่หักอกพี่ มาร์ค ใน Social Network) ในหนังยังมีฉากเปลืองตัวกับเรือนร่างของเธอให้ดู 2-3 ฉาก เอาไว้แก้เครียด

ฉากสาวรอยสักกับลุคหญิงที่ทำให้ในโรงมีเสียง หือ!!

Rooney mara ตัวจริง สวยไม่เหลือเคล้าสาวพังค์


3. บทของผู้ดูแลที่ใช้หน้าที่การงานของตัวเองมาบีบบังคับ(ใช้ในทางมิชอบ) ผู้ดูแลที่คอยเอาเปรียบโดยการเขียนรายงานเบื้องบนที่ไม่ดี และไม่ชอบให้ ลิสเบซ ใช้เงินที่ตัวเองหามา ถ้าลิสเบซจะเบิกเงินจะต้องแลกกับการ กระทำทางเพศกับตน ซึ่งในโลกชีวิตจริงก็ยังคงมีคนประเภทนี้อยู่ ซึ่งในหนังแต่ละฉากที่ลิสเบซถูกเอาเปรียบ ผู้หญิงหลายคนในโรงคงรับไม่ได้ ต้องปิดตาหรือหันหน้าหนี เพราะผู้ชายบางคนยังไม่อยากดู แต่ในฉากที่ลิสเบซได้เอาคืนคงเป็นฉากที่สะใจทุกคน


IMDB : 8.2/10
Rotten Tomatoes : 86%
Makopoto : 9/10
(เหมาะกับคนชอบหนังสือสวน สอบสวนที่เนื้อหาจริงจัง และแง่มุมมืดๆของเพือนมนุษย์ด้่วยกัน)